Featured

ความสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี


ท่านอาจารย์มั่นท่านทำหน้าที่ของท่านอยู่เป็นประจำ เพราะฉะนั้นเรื่องพิธีรีตองจึงไม่ค่อยมีเวลา มีลูกศิษย์ลูกหาไปลาท่านออกไปเที่ยว บางองค์ท่านบอกว่า “ไปทำเถอะทำอยู่ที่ไหนก็ได้ ขอให้ปฏิบัติตัวเองให้ดี นั่นแลคือเป็นผู้ปฏิบัติพระพุทธเจ้า ระลึกถึงท่านด้วยการระมัดระวังตัวให้ดี นั่นแลคือการระลึกถึงพระพุทธเจ้า ถึงพระธรรม ถึงพระสงฆ์ พระสงฆ์ท่านปฏิบัติดีอย่างไร เราปฏิบัติดีอย่างนั้น นั่นแลคือการบูชาพระสงฆ์”  

อยู่ที่ไหน ให้ถือความสำคัญในความเพียรอยู่เสมอ อย่าให้เสียเวล่ำเวลา อย่าให้เป็น “โมฆภิกษุ” ท่านว่า”

การขาด “สติ” เพียงอย่างเดียว เป็นเหตุให้ขาดหลายๆ อย่าง ถ้ามี “สติ” และ “ปัญญา” อยู่ในตัว อยู่ไหนก็เป็นความเพียร”

คำว่า “สติ กับ ปัญญา” ในที่นี้ ท่านหมายถึง สติปัญญา เพื่อระงับดับกิเลสล้วนๆ ท่านไม่ได้หมายออกไปทางโลก ท่านจึงพูดอย่างนั้น บรรดาท่านผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายก็เข้าใจกันทันทีโดยไม่ต้องอธิบาย

เวลาท่านแสดงธรรมในวันสำคัญ เช่น วันมาฆบูชา ท่านยกเอาพระอรหันต์ ๑,๒๕๐ องค์ ขึ้นมาแสดงว่า “ท่านเหล่านี้ เป็นพระอรหันต์ล้วนๆ ทำ “วิสุทธิอุโบสถ” คือ อุโบสถในท่ามกลางแห่งท่านผู้บริสุทธิ์ล้วนๆ ด้วยกัน แต่พวกเรานี้มีแต่คนมีกิเลสหนาปัญญาหยาบล้วนๆ อยู่ด้วยกัน ในวันทำ “วิสุทธิอุโบสถ” ของพระพุทธเจ้า คือ วันมาฆบูชา พวกเราไม่คิดละอายตัวบ้างหรือ ถ้าละอายก็ให้ทำความรู้สึกตัว อย่าประมาท อย่านอนใจ สติปัญญาเป็นสิ่งสำคัญ

เครื่องประกอบความเพียร มีสติปัญญาเป็นสำคัญ อยู่ที่ไหนอย่าให้เผลอสติ ให้มีปัญญาเสมอ อย่าสะทกสะท้าน อย่าหวั่นไหว อย่ากลัวว่าจะไม่ได้ไม่ถึง นอกไปจากกลัวจะเผลอสติ กลัวจะไม่มีปัญญา นี่แหละคือเครื่องมือขุดค้นธรรม เพื่อความรู้แจ้งแทงตลอด ในขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องมือถอดถอนกิเลสทุกประเภทออกให้หมด”

ท่านเทศน์ในวัน “มาฆบูชา” ท่านเทศน์อย่างนั้น ท่านเล่าว่า ควรมี “ดี” มาอวดมาแข่งกันบ้างดีกว่า คนอวดดี แข่งดีกัน ทั้งๆ ที่อวดชั่ว และแข่งชั่วกัน บางรายอวดดีแข่งดีแต่ปากไม่พอ ต้องอวดด้วยฝีมือ ถึงกับฆ่ากันตายก็มี การอวดกิเลสกันมันให้ผลผิดอย่างนี้แล จึงต้องฟังและจดจำให้ถึงใจ”   

ท่านลงอุโบสถ มีแต่พระอรหันต์ล้วนๆ ๑,๒๕๐ องค์ เราอยู่ด้วยกันนี้มีใครเป็นพระอรหันต์บ้างไหม? เห็นมีแต่ “กองกิเลส” เต็มศาลา จนมองหา “องค์พระ” ไม่เจอ เพราะกิเลสปิดบังเสียจนมิด” ท่านว่าอย่างนั้น ฟังแล้วก็น่าอับอายตัวเอง แต่จำต้องทนเอา จะทำอย่างไรได้ เพราะพวกเรามันมีอย่างท่านว่าจริงๆ

ถ้าพระพุทธเจ้าเสด็จมาที่นี่ มาเห็นกองกิเลสเต็มศาลาอย่างพวกเรานี้ จะเป็นยังไง” ท่านพูดมีเรื่องขบขัน “และ ถ้าพระอรหันต์บังเอิญเดินมาที่นี่ มาเห็นกองกิเลสเต็มศาลานี้ท่านจะว่ายังไง ท่านต้องเบื่อ ท่านต้องเอือมระอา ท่านต้องขยะแขยงอย่างบอกไม่ถูก และเข็ดหลาบเต็มประดานั่นแล ท่านไม่กลับมาอีกแล้ว แต่พวกเรากอดกันอยู่กับกิเลส นอนจมอยู่กับกิเลส ไม่เห็นมีความสะดุดใจอะไรเลย ไม่มีความขยะแขยง นับว่าเก่งจริงพวกเรา

นั่นแน่ะ! ฟังดูซิ พวกเราเก่งในของไม่เป็นท่า กล้าในของไม่ดี ท่านว่า เวลาท่านอาจารย์มั่นท่านเทศน์ อยากให้บรรดาเราทั้งหลายได้ยินได้ฟังโอวาทของท่านบ้าง อุ๊ย แหลมคมอย่างบอกไม่ถูก พูดแล้วกระเทือนถึงจิต กระเทือนถึงจิตก็คือกระเทือนตัวกิเลสนั่นเอง ทำให้สะดุดใจ สลดสังเวช บางครั้งจนน้ำตาร่วงในขณะฟังท่าน เพราะมันถึงใจขนาดนั้น ท่านเทศน์ด้วยอรรถด้วยธรรมจริงๆ ท่านไม่มี “โลก” เข้ามาแฝงเลย แม้จะพูดเด็ดเดี่ยว ดุด่าขนาดไหนก็ตาม มีแต่เรื่อง “ขับไล่กิเลสออกจากใจ” ทั้งนั้น ท่านไม่นำโลก คือ กิเลสมาใช้ในวงแห่งการแสดงธรรมนั้นเลย ฟังแล้วจึงอัศจรรย์ธรรมท่านอย่างบอกไม่ถูก ใจสะอึกสะอื้นอยู่ในหัวอก ชนิดพูดไม่ออก บอกใครไม่ถูกอีกเช่นเดียวกัน

แสดงทีแรก ก็เสียงแผ่วเบา แล้วค่อยเร่งขึ้น เร่งขึ้น เนื้ออรรถเนื้อธรรมก็เข้มข้นขึ้นโดยลำดับๆ นั่นแหละทีนี้มีแต่ “ธรรมล้วนๆ” แสดงออกบทใดบาทใด ประโยคใด มีแต่เหตุแต่ผล มีแต่คติที่จะควรยึดได้ทั้งสิ้น เพราะมีแต่เนื้อ ๆ ซึ้ง ๆ ทั้งมวล ท่านว่า “พระอรหันต์ ๑,๒๕๐ องค์ ท่านมาเอง พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงเชื้อเชิญมา และเป็น “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” ล้วนๆ ที่พระองค์ทรงบวชเอง” ท่านพูดเท่านี้ แล้วท่านก็ย้อนเข้ามาอีกหลายชั้น คนฉลาดนี่ เทศน์และพูดมีหลายสันพันนัย แห่งการแสดงคลี่คลายธรรมทั้งหลายลึกตื้น หยาบละเอียด รื้อฟื้นขึ้นมาให้พวกเรา ซึ่งกำลังตาบอด ลูบคลำไปตามแบบล้มลุกคลุกคลาน ที่น่าเอ็นดู ขณะที่นั่งฟังท่าน ท่านว่า “พระอรหันต์เหล่านั้น ท่านเป็น เอหิภิกขุ”

ท่านเป็นเอหิภิกขุ” ที่พระพุทธเจ้าทรงบวชให้เอง พวกเราจะโอนเป็น “เอหิภิกขุ ในเรา” ทำไมจะทำไม่ได้ พระพุทธเจ้าไม่ทรงผูกขาด บวชตัวเองเข้าที่นี่ “เอหิภิกขุอุปสัมปทา เข้าที่นี่ “เอหิๆ” นะ ท้าทายอยู่ ท่านจงดูที่นี่ๆ เรื่องสัจธรรมไม่อยู่ที่ไหน นอกจากในตัวของเราเอง ทุกข์กองอยู่ในตัวของเราทั้งหลายเอง สมุทัยก็คือกองกิเลส ตัวเราทั้งหมดก็คือกองกิเลส เต็มอยู่นี่จนน่ากลัว เมื่อไรจะผลิต “สติปัญญา” “ศรัทธา ความเพียร” ขึ้นมาต่อสู้กับกิเลส อันเป็นกองภัยที่น่ากลัวนี้บ้างให้ระงับดับไป แล้วจะได้ดับกลิ่นเหม็นของกิเลสเสียบ้าง” นั่นฟังดูซี

นี่แหละ เอหิภิกขุอุปสัมปทา” ละ บวชตัวเองนี้เป็นความบริสุทธิ์อย่างยิ่ง พระพุทธเจ้าก็ดี พระสาวกอรหันต์ก็ดี ที่พระพุทธเจ้าทรงบวชให้เป็น เอหิภิกขุ ก็ดี ก็เป็นการประกาศให้ทราบว่า ตัวเป็นนักบวชซึ่งมีเพศต่างจากฆราวาสแล้ว แต่กิเลสนั้นยังไม่หลุดลอยไปสักตัว เพราะการบวชนั้นๆ เช่นเดียวกัน” ท่านว่ายังงั้น

อยากจะให้กิเลสหลุดลอยไป ต้องบวชตัวเองอีกครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้าก็ทรงบวชพระองค์เอง พระสาวกทั้งหลายก็บวชตัวเอง หลังจากที่พระพุทธเจ้าทรงบวชให้ ด้วย “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” แล้ว “นั่น ท่านย้อนเข้ามาน่าฟังไหม?” ส่วนพวกเราชอบแต่กล้วยกัน ไม่สนใจบวชตัวเอง โดยเป็นอุปัชฌาย์ตัวเอง

ใครที่ยังไม่บวชตัวเองเสียก่อน ผ่านพ้นไปไม่ได้ “เอหิๆ” นี่น่ะแปลว่า ท่านจงมา ท่านจงเป็นภิกขุเถิด” ว่ายังงั้นแหละ ท่านจงดูที่นี่นะ ที่นี่นะ ท่านจงดูที่นี่นะ ธรรมของจริงประกาศท้าทายอยู่ทั้งวันทั้งคืน ด้วยความจริง ไม่ครั่นคร้ามต่อสิ่งใดทั้งสิ้น เพราะเป็นความจริง ดูเมื่อใดก็เห็น พิจารณาเมื่อใดก็รู้ ถ้าจะพิจารณา “นี่ท่านพูดน่าฟัง ความจริงก็อย่างท่านว่า

ต้องมาบวชตัวเอง เป็นหญิง เป็นชาย เป็นนักบวช หรือ ฆราวาส ต้องบวชตัวเองทั้งนั้น บทสุดท้ายต้องบวชตัวเอง! ตัดสิ่งที่เกี่ยวข้องภายในตัวเองให้หมดไปโดยลำดับๆ ก็กลายเป็น “พระ” ขึ้นมา! เป็นพระโสดา เป็นพระสกิทา เป็นพระอนาคา เป็นพระอรหันต์ขึ้นมา แน่ะ จากการบวชตัวเองด้วยปฏิปทาข้อปฏิบัติ หรือเรียกว่า “ด้วยมรรคแปด” ให้เป็นพระขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แบบ

ส่วนการบวชกับพระพุทธเจ้า หรือ อุปัชฌาย์นั้นๆ เป็นเครื่องประกาศให้โลกทราบ และเป็นเครื่องเตือนให้ตัวเองให้ทราบว่าได้บวชแล้ว เพื่อจะได้ทำหน้าที่ของตนให้เต็มภูมิ ปล่อยภาระอะไรทั้งสิ้น ซึ่งไม่ใช่กิจสมณะ

บวชแล้วอยู่เฉยๆ มันก็ไม่ผิดอะไรกับหมู” แน่ะฟังซิ “ผ้าเหลืองอยู่ที่ไหน ก็ไม่อด! อยู่ในตลาด ห้างร้านต่างๆ เต็มไปหมด ไม่อดไม่อั้น ถ้าจะวิเศษด้วยผ้าเหลืองจริงๆ แล้ว ร้านเจ๊กที่มีผ้าเหลืองก็วิเศษไปหมด พวกนั้นจะไม่มีกิเลสกันเลย แต่แล้วก็เป็นคนที่มีกิเลสด้วยกันทั้งนั้น นั่นจึงเป็นเพียงเครื่องประกาศเตือนตนให้ทราบว่าเป็น “นักบวชเท่านั้น” ท่านว่า” น่าฟังมาก หาฟังได้ยาก

ต้องบวชตัวเองและละเว้น คำว่า ละเว้น” นั้นละเว้นอะไร? เว้นจากสิ่งที่เป็นข้าศึกต่อเพศและจิตใจเรานั้นแล มีอารมณ์เป็นข้าศึกสำคัญ คำว่า “สมุทัย” ถ้าไม่ใช่อารมณ์ทางใจที่แสดงออกมา จะเป็นอะไร ตัว สมุทัยแท้” ก็คือตัว “อวิชชา” กิริยาที่แสดงออกมา ก็ออกมาโดยทางอารมณ์ ทำให้ผูกพันรักใคร่ ชอบใจ เกลียด โกรธ อะไรเหล่านี้เป็นอารมณ์ทั้งสิ้น นี่แหละท่านเรียกว่า “สมุทัย” แดนที่เกิดแห่งทุกข์ หรือ แดนผลิตทุกข์ให้เกิดขึ้นแก่ใจ ไม่มีอันใดเป็นเครื่องผลิตทุกข์ให้แก่สัตว์โลกได้ นอกจาก “สมุทัย” คือ กิเลสเท่านั้น

แล้วจะดับ “สมุทัย” นี้ด้วยอะไร? ก็ด้วย “มรรค” คือศีล สมาธิ ปัญญา เป็นต้น นั้นแล ที่เคยปราบปรามกิเลสมาแล้วในวงนักปราชญ์ จนโลกธาตุสะเทือนหวั่นไหว เครื่องมืออันนี้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา กิเลสหมอบราบและกลัวมาตลอดกาล แล้วยังจะเกรงกลัวต่อไปอีกไม่มีกำหนด ถ้าผู้ต้องการฆ่ากิเลสนำมาใช้ให้ถูกหลัก มัชฌิมาธรรม” กิเลสทุกประเภทจะสิ้น หรือจะตาย เพราะเครื่องมืออันนี้ไม่สงสัย ถ้าผู้นำมาใช้ให้เหมาะสมกับการแก้กิเลสประเภทต่างๆ

ทุกข์ทางกายก็ประกาศกังวานอยู่ทั่วทั้งกาย ทางใจก็รอบใจ เพราะ สมุทัยมีอยู่ภายในใจ เมื่อแสดงผลออกมา ต้องร้อนที่ใจ ถ้าแสดงเหตุมาก ผล คือ ความทุกข์ก็มากภายในใจ ใจทั้งดวงก็กลายเป็นไฟไปได้ไม่สงสัย

มรรค มีสัมมาทิฎฐิ สัมมาสังกัปโป เป็นต้น มีสัมมาสมาธิเป็นที่สุด เป็นเครื่องดับไฟคือทุกข์ ด้วยความรู้เท่าทัน ด้วยการบังคับ ด้วยการค้นคว้า เพื่อเห็นเหตุเห็นผลแล้วปล่อยวางกันได้ นี่ท่านเรียกว่า “มรรค”  เรียกว่า “ทางเดิน” ก็ได้ เรียก “เครื่องแก้กิเลสทุกประเภท” ก็ถูก

นิโรธ คือ ความดับทุกข์ เมื่อดับกิเลสไปแล้ว ทุกข์ก็ต้องดับ เพราะเป็นตัวผล ไม่ใช่ “นิโรธ” จะต้องทำหน้าที่ของตัวตามลำพัง โดยไม่ต้องเกี่ยวข้องกับ “มรรค”

แม้ว่าผลที่สืบเนื่องไปจาก มรรค” ที่ทำหน้าที่แก้กิเลสให้หมดสิ้นไปก็จริง แต่ “นิโรธ” จะปรากฏมากน้อย เพราะอำนาจเหตุ คือ “มรรค” ผู้ทำหน้าที่บุกเบิกเป็นสำคัญ เมื่อ “มรรค” ทำหน้าที่สมบูรณ์เต็มที่แล้ว ทุกข์ที่จะเกิดเพราะกิเลสก็ไม่มี แม้ทุกข์ที่เกิดขึ้นอยู่แล้วก็ดับไป เพราะไม่มีเครื่องสืบต่อ หรือไม่มีเครื่องสนับสนุน

ธรรมทั้งสี่อย่างนี้ เป็นอาการเท่านั้น ทำหน้าที่อันหนึ่ง ที่เกี่ยวเนื่องกันไป อย่าเข้าใจว่า พอกำหนดรู้ทุกข์แล้ว ถึงจะดับไป “สมุทัย” แล้วจึงไปบำเพ็ญ “มรรค” ให้เกิดขึ้น เพื่อ “นิโรธ” จะได้ดับทุกข์ ไม่ได้!

สัจธรรมทั้งสี่นี้ ทำงานเกี่ยวโยงเป็นลำดับกันไป ไม่มีการแยกย้ายกัน ถ้าคิดอย่างนั้น ผิดความจริงทางสัจธรรม หาทางไปไม่ได้เลย เพราะเป็นอาการที่เกี่ยวเนื่องกัน การกำหนดรู้ทุกข์ ก็กำหนด เพื่อจะให้ทราบถึงสาเหตุของทุกข์ คือ สมุทัย นั่นเอง การทราบสาเหตุของทุกข์ คือ ตัวสมุทัยนั้น ถ้าไม่ทราบด้วยสติปัญญา จะทราบด้วยอะไร ต้องทราบ และ ถอดถอน สมุทัย ด้วยสติปัญญาเป็นสำคัญ แล้วเมื่อทราบ เมื่อระงับ เมื่อแก้ไขถอดถอนสมุทัยได้มากน้อยเพียงไร คำว่า “ความดับทุกข์” ที่เรียกว่า “ดับทุกข์” ด้วย “นิโรธ” ๆ นั้น ก็เป็นไปในขณะเดียวกันนั้นโดยลำดับ ตั้งแต่ต้นจนอวสานสุดท้าย

ทุกข์จะดับไปโดยลำดับๆ ทีละเล็กละน้อย ตามอำนาจของ มรรค ที่ทำหน้าที่ได้ผลมากน้อยเพียงไร ก็เป็น “นิโรธ” ออกมาตามนั้น เมื่อ มรรค มีกำลังเต็มที่ ตัดกิเลสขาด โดยไม่มีอะไรเหลือแล้ว ทุกข์ก็ดับพร้อมในขณะนั้น ไม่มีทุกข์ใดที่จะปรากฏอยู่ภายในจิตใจ เรื่องก็มีเท่านั้น

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ไม่นอกเหนือไปจากเบญจขันธ์ อันเป็น รวงรังแห่งสัจธรรม” นี้เลย ผู้ปฏิบัติจึงควรค้นคว้าอยู่ที่ตรงนี้ หากจะพิจารณาในธาตุใดขันธ์ใด ก็ให้พึงน้อมเข้ามา เพื่อเทียบเคียงกับสิ่งที่ตนยึดตนถือว่า เป็นตน เป็นของตน” อันเป็นส่วนสำคัญนี้ เพื่อจะได้ปล่อยวางลงไป ด้วยการเทียบเคียงกับสิ่งภายนอก ถ้าจะพอเข้าใจได้ในการพิจารณาตนเองโดยลำพัง ก็ให้เข้าใจ หากยังไม่เข้าใจ จำต้องอาศัยสิ่งภายนอกเป็นเครื่องสนับสนุน หรือ เป็นข้อเทียบเคียงเพื่อแก้ภายใน ก็ทำการพิจารณาภายนอก ย่อมเป็นมรรค คือเป็นสติปัญญาได้ ถ้าพิจารณาภายในให้เป็นสติปัญญา หรือให้เป็นมรรค ก็เป็นมรรคได้ พิจารณาภายใน ก็เป็นมรรคได้ ทั้งข้างนอกข้างใน จะทำให้เป็น สมุทัย หรือ ให้เป็น มรรค ก็เป็นได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการคิดปรุงของจิต ที่มีแง่ต่างกันไปในทางถูก หรือทางผิด

การพิจารณากาย อย่าได้คาดได้หมายว่าท่านผู้นั้นเห็นกายเห็นอย่างนั้น เราก็อยากจะเห็นอย่างนั้นตาม อย่างนี้เป็นต้น ผิดวิสัยของตน หรือ ขัดต่อจริตนิสัยของตน กายนั้น เรียกว่า “กาย” เหมือนกัน ความเข้าใจตามจริตนิสัย ความรู้ ความเห็นตามจริตนิสัย จะรู้อย่างไรก็ตาม ก็คือ รู้กาย รู้สัจธรรม ทั้งนั้น หลักใหญ่อยู่ที่ตรงนี้

กำหนดพิจารณาซ้ำๆ ซากๆ รู้หลายครั้งหลายหน ก็เข้าใจไปเอง และ ปล่อยวางไปเอง การเที่ยวกรรมฐานน่ะให้เที่ยวตรงนี้ “การเที่ยวกรรมฐาน” จะต้องหมายถึงเที่ยวตรงนี้เป็นสำคัญ และ ถูกกับจุดมุ่งหมายของธรรม จะไปเที่ยวกรรมฐานในป่านั้น เขานี้ ก็เพื่อจะพิจารณากรรมฐานนี้ให้เข้าใจนั่นเอง ทั้งภายในภายนอก ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน

เพื่อความสะดวกในการภาวนา เพื่อให้รู้ “กัมมัฏฐาน หรือ กรรมฐาน” “ห้า” คำว่า “ฐาน” แปลว่าที่ตั้ง ที่ตั้งแห่งงานอันเป็นงานสำคัญก็มีอยู่ในกาย เวทนา จิต ธรรมนี้ หรือ ในสัจธรรมทั้ง ๔ นี้ อยู่ในป่า ก็ต้องพิจารณาที่นี้ อยู่ในเขา ในที่ไหนๆ ก็ต้องพิจารณานี้ เพราะติดหลงที่นี่ นี่เป็นเครื่องปิดบังจิตใจ ไม่มีความสว่างกระจ่างแจ้งตามความเป็นจริง ไม่เห็นอรรถเห็นธรรม คือ ความจริงที่มีอยู่รอบตัว จึงต้องอาศัยพิจารณาสิ่งเหล่านี้

การที่จิตมืดดำ ก็เพราะสิ่งมืดดำปกปิด จิตแท้มิได้มืดดำ เป็นธรรมชาติสว่างไสวมาก ผิดกับอะไรทั้งสิ้น “กาย เวทนา จิต ธรรม” หรือ “อริยสัจ” เป็นหินลับปัญญาก็ได้ คือคิดให้เป็นประโยชน์ก็ได้ คิดให้เป็นโทษก็ได้ ตามแต่การคิดปรุงของจิต จะคิดไปในแง่ “ถูกธรรม” หรือ “ผิดธรรม”

คือ “กาย เวทนา จิต ธรรม” นี้ คิดให้เป็นการสั่งสมกิเลสขึ้นมาก็ได้ คิดเพื่อแก้กิเลสก็ได้ เพราะทุกขสัจภายในกายภายในจิตเตือนเราอยู่ทุกวัน เพราะมันขึ้นเวทีก่อนเรา และคอยเราอยู่บนเวทีทุกระยะอยู่แล้ว ท้าทายเราอยู่ตลอดเวลาด้วยความจริง  เราจะต้องฟิตตัวให้พอกับกำลังของข้าศึก ถ้ากำลังไม่พอก็แพ้ เวลานี้เรากำลังก้าวเข้าสู่สงคราม คือ “สงคราม ชรา โรคา พยาธิ มรณะ” นี่เป็นสงครามล้างโลก ถ้าชนะแล้วก็ล้างโลก แน่ะ! ถ้าแพ้ก็จมอยู่ในโลก และเสวยผล ทนทุกข์ทรมานตนอยู่ในโลกต่อไป ท่านจึงสอนให้ยึดกรรมฐานเป็นหลักชัยในการรบ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญ สมกับงานอันใหญ่โต คืองานรื้อถอน กิเลส อาสวะ งานรื้อภพ รื้อชาติ รื้อวัฎสงสาร ออกจากใจ

สัจธรรมทั้งสอง คือ ทุกข์ กับ สมุทัย ไม่เคยลงจากเวที เว้นแต่จะตายเสียเท่านั้นนอกนั้น เขาอยู่บนเวที คือ ร่างกาย และ จิตใจของเรานี้ตลอดเวลา สติปัญญา ซึ่งเป็นสัจธรรมฝ่ายปราบปราม จงสร้างขึ้นมาให้ทันกันกับสิ่งเหล่านี้ ให้ได้รู้เท่าทันกันกับความจริงมีอย่างไร พระพุทธเจ้าทรงสอนอย่างนั้น ระวังตัวเราอย่าให้มีความรู้นอกเหนือไปกว่าพระพุทธเจ้า อย่าปีนเกลียวกับธรรมของพระองค์ จะมีแต่ความทุกข์ เช่นเดียวกับเราเดินไปตามทาง ก็ยังไม่สงบและฉลาดเท่าที่ควรอยู่แล้ว ยังฝืนก้าวออกไปเดินสองฟากทาง และเหยียบขวาก เหยียบหนาม นั่นเป็นความสุข และ เป็นความถูกต้องดีงามแล้วหรือ? นี่เป็นการเตือนตัวเอง ผู้ใดที่จะมากล่าวเป็นความถูกต้องแม่นยำยิ่งกว่าพระพุทธเจ้า มีที่ไหนในโลกนี้!

ศาสดามีเพียงองค์เดียว ที่สอนถูกต้องแม่นยำ จงนำธรรมนั้นเข้ามาพิจารณาดูในตัวเรา ท่านสอนว่าอย่างไรบ้าง ถือเอาคำที่ถูกต้องนั้นแหละ เป็นหลักดำเนิน ที่จะหมุนจิตหมุนสติปัญญาเข้าไปสู่ความจริงนั้น ฝืนจากสิ่งจอมปลอมทั้งหลาย ที่คอยฉุดลากเรา ให้ออกนอกลู่นอกทางอยู่เสมอ ฝืนโดยไม่หยุดไม่ถอย นี่ชื่อว่า “นักรบ” เพราะจิตซึ่งกิเลสคอยกระซิบนั้นกระซิบอยู่ตลอดเวลา ให้เราทราบว่า ความกระซิบเหล่านั้นส่วนมากร้อยทั้งร้อยมีแต่เรื่องของกิเลสทั้งมวล

ความฝืนสิ่งกระซิบ ความฝืนความฉุดลาก ความฝืนใจจากสิ่งจอมปลอม นั้นแลคือ “ธรรม” เมื่อเกิดความทุกข์ขึ้นมาทางร่างกาย จิตใจรู้สึกท้อแท้อ่อนแอ นั่นคือ โลกแท้ คือ กิเลส ตัวหลอกลวงแท้ ไม่สงสัยให้เสียเวลา

ตามหลักธรรมที่ท่านสอนไว้ ทุกข์ ก็คือ ทุกข์ จะให้เขาเป็นอะไรอีก สติปัญญา ก็พิจารณาให้ทราบว่า ทุกข์ คือ ทุกข์ เรา คือ เรา เมื่อความจริงเข้าถึงกันแล้ว ไม่มีใครแพ้ ไม่มีใครชนะ เป็นความจริงเสมอกัน เมื่อต่างอันต่างเป็นความจริงแล้ว ก็ไม่ทะเลาะวิวาทกันอีก ไม่เป็นข้าศึกต่อกันอีก

การพิจารณานี้ อย่างน้อย ก็เพื่อความ สงบศึก มากยิ่งกว่านั้น ก็ให้เสร็จ ให้สิ้นการเป็นข้าศึกกัน เพราะการพิจารณาอยู่เวลานี้ จงคลี่คลายดูให้หมด จะทุกข์มาก ทุกข์น้อยเพียงไร เราไม่ใช่ผู้ล่มจมไปด้วยทุกข์ เราเป็น “ผู้รู้” ทุกข์ต่างหาก และเราเป็นผู้พิจารณา ทุกข์ ต่างหาก ทำไมจึงจะมากลัวในเรื่องทุกข์ ซึ่งมันเป็นอันหนึ่ง ต่างหากจากใจ

ความจริง ถ้ามี “สติ” มาก จิตเด่น เราฝึกหัดสติเราให้ได้มากเท่าไร ความรู้นั้นยิ่งเด่น เพราะ สติ เป็นเครื่องเสริมความรู้ ปัญญา คือ ความฉลาด เป็นเครื่องบุกเบิก สิ่งที่จิตติดข้อง ให้ก้าวไปอย่างฝืดเคืองไม่ราบรื่นชื่นใจ พิจารณาให้ทันกับเหตุการณ์ เพราะไม่เห็นมีสิ่งแปลกอะไรในร่างกายเรานี้ มีแต่สิ่งที่เคยรู้ เคยเห็น คือ สัจธรรม เท่านั้น ไม่เห็นมีอะไรที่จะแปลกปลอมยิ่งกว่านั้นไปอีก มีอะไรมาเพิ่มเติม พอให้เกิดความท้อถอย ทุกข์น่ะ ก็มีเท่านั้น เขาเคยแสดงอยู่ตลอดเวลา เราเคยพิจารณาอยู่แล้ว

ปัญญา เป็นเครื่องแก้ทุกข์ เป็นเครื่องรู้เท่าทันทุกข์ เราก็ทราบอยู่แล้ว นำมาพิจารณาให้เห็นเรื่องของทุกข์ ว่าเป็นทุกข์อย่างแท้จริงตามหลักธรรมชาติ ผู้รู้ ก็ให้รู้ทุกข์ อย่างแท้จริงตามหลักธรรมชาติของตน ทุกข์จะเกิดมากน้อยเพียงใด ก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะมันคนละเรื่อง ทุกข์ก็เป็นอันหนึ่ง เราก็เป็นอันหนึ่ง มันคนละเรื่อง ถ้าเอามาคละเคล้ากันต้องเดือดร้อน เพราะทุกข์เป็นของร้อนอยู่แล้ว เช่นเดียวกับไฟ เป็นของร้อน เราเอามาจี้เรา มันก็ร้อน ถ้าไฟเป็นไฟ เราเป็นเรา ไม่เอามาเกี่ยวข้องกัน ไฟก็ไม่มีความหมายอะไรกับเรา จะมาทำความทุกข์ให้เราไม่ได้ นี่ถ้าเราไม่ไปจับไปคว้าไฟ คือ ทุกข์ พอจะให้เกิดความร้อนขึ้นมา ความทุกข์ก็ไม่มาเสียดแทงจิตใจเราได้ สติปัญญาขุดค้นจนให้ถึงความจริงแห่งทุกข์ ให้ถึงความจริงแห่งกาย กายก็เป็นกาย ทุกข์ก็เป็นทุกข์ หรือรูปเป็นรูป เวทนาเป็นเวทนา พิจารณาให้ละเอียดลออ

ตัวสัญญาที่คอยหมายมั่นนั้นเร็วที่สุด ตัวสัญญานี่มันคอยจะหมายอยู่เรื่อยๆ ถ้าแยกออก เราก็เป็นกรรมการคนหนึ่งที่ทรงพลังสติปัญญาไว้อย่างเต็มภูมิ จงแยกขันธ์นั้น ๆ ด้วยสติปัญญา อย่าให้มันเข้าพัวพันกันไม่เกิดประโยชน์ นอกจากเกิดทุกข์โดยถ่ายเดียว จงแยกมันออกด้วยปัญญา มี ๕ อาการเท่านี้แหละ รูปคือ กาย เวทนา คือ สุข ทุกข์ เฉย ๆ สัญญา คือ ความจดจำความสำคัญต่าง ๆ สังขาร คือ ความคิด ความปรุง ของใจ วิญญาณ คือ ความรับทราบ เวลามีสิ่งภายนอกมาสัมผัสตา หู จมูก ลิ้น กาย มีอยู่เท่านี้

ที่สำคัญที่สุด คือ สัญญา กับ เวทนา นี้แหละ สำคัญอยู่มาก สติต้องจดจ่อลงที่นี่ พิจารณาที่นี่ให้ชัดเจน ใจจะมีความมั่นคงต่อตนเอง และอบอุ่นด้วยสติปัญญา รู้เท่าทันสิ่งเหล่านี้ ข้าศึก ก็คือสิ่งเหล่านี้เอง เป็นข้าศึกต่อเราไม่ใช่อะไร ถ้าพิจารณาไม่รอบ พิจารณารู้ไม่เท่าทัน ก็ทุกขเวทนานี้แลจะมาเป็นตัวทุกข์ภายในจิตใจเพิ่มเข้าอีก เพราะเราเอื้อมไปจับ หรือ ไปยึด จิตใจอยู่ดี ๆ ก็เลยกลายเป็นทุกข์ขึ้นมา แทนที่ใจจะเป็นภาชนะแห่งธรรมเลยกลายเป็นภาชนะแห่งทุกข์ขึ้นมาเสีย

ฉะนั้น จึงต้องแยกออกด้วยปัญญา ให้รู้ตามความจริงของมัน พระพุทธเจ้าทรงรู้อย่างนี้ พระสาวกทั้งหลายรู้ด้วยวิธีการพิจารณาอย่างนี้ และรู้เด็ดขาดด้วยอำนาจของสติปัญญาที่แหลมคม พิจารณาแล้วพิจารณาเล่า จนเป็นที่เข้าใจ

สุดท้ายขันธ์ก็เป็นขันธ์ จิตก็เป็นจิต ไม่มีอะไรเป็นข้าศึกกัน ทั้ง ๆ ที่อยู่ด้วยกัน นั่น! เพราะต่างอันต่างไม่มีเรื่องอะไรมากระทบกระเทือนกัน เมื่อต่างอันต่างจริงแล้วเป็นเช่นนั้น ท่านมีความผาสุกสบายในท่ามกลางแห่งขันธ์ ที่เป็นกองเพลิงทั้งกองนั้น แต่เราอยู่ในกองเพลิง หรือ ทุกข์ร้อนอยู่ในกองเพลิง คือ เบญจขันธ์ จึงต้องอาศัย สติปัญญา ศรัทธา ความเพียรเป็นน้ำดับไฟ ให้เป็นความเย็นขึ้นมาที่ใจของตน

เรื่องความเป็น ความตาย มันอยู่ในขันธ์นี้ อย่าไปคิด ไปคาด ถึงวันมันตายของมันเอง ถึงกาลเวลามันตายของมันเอง อยู่ไหนมันก็ตาย เพราะเรื่องความตายเป็นธรรมชาติตายตัวอยู่แล้วกับขันธ์นั้น ๆ

สำคัญที่เราจะให้เกิดสารประโยชน์แก่ตัวเรานี้ จะให้เกิดได้ด้วยวิธีใด นี่เป็นสิ่งสำคัญ ขาดทุน ก็ ขาดทุนไปตรงนี้ ได้กำไรก็ได้ตรงนี้ แต่เรื่องความตาย เขาไม่ได้หวังทุนหวังกำไรกับใคร มันเป็นความจริงอันหนึ่งของหลักธรรมชาติของเขา เราไม่ต้องไปยุ่ง เอาตรงที่สำคัญนี้ ค้นลงให้เห็นความตายอย่างชัดเจนประจักษ์ใจ หมดลมที่ไหน ก็ปล่อยกันยากอะไร! ความตายไม่ยาก เพราะเป็นการทิ้งนี่

การหลงน่ะซี มันลำบาก มันเป็นทุกข์ การหลง การห่วง มันลำบาก มันเป็นกิเลส มันเป็นทุกข์ การตายจริง ๆ มันไม่ทุกข์นี่ เป็นการสลัดปัดทิ้งทุกอย่าง รู้ความเป็นจริงแล้ว ก็สลัดทิ้งอย่างนั้น ไม่มีปัญหาอะไร พิจารณาให้เด่นในจิต เมื่อมันเด่นแต่ทุกข์ เด่นแต่สมุทัย มันก็มีแต่ทุกข์เต็มตัว เต็มหัวใจนั้นแล

ถ้าสติปัญญาเด่น จิตก็เด่น เด่นดวง รื่นเริง ตัวเป็นหลักเป็นเกณฑ์ของตัวเอง ตัวเป็นตัวของตัวเอง เป็นเนื้อเป็นหนังของตัวแล้ว ไม่ต้องอาศัยอะไรมาเป็นเนื้อเป็นหนัง อาการเหล่านั้นเป็นของที่ไว้ใจไม่ได้ทั้งนั้น ถ้าเราไปจับไปต้อง ไปยึดไปถือ ก็กลายเป็นพิษได้อย่างรวดเร็ว จะถือเอาเป็นประโยชน์จริงๆ ไม่ได้ แต่จะให้เป็นโทษจริงๆ มันรวดเร็ว ขันธ์ก็เป็นโทษในความยึดถือของเราที่ไปสำคัญมั่นหมายนั่นแล

อะไรจะสว่างยิ่งกว่าใจ เมื่อขัดสิ่งที่เป็นมลทิน ที่สกปรกทั้งหลายออกจากใจแล้ว ไม่ต้องบอกว่าใจจะสว่าง หรือไม่สว่าง สว่างขึ้นเอง สามารถฉลาดรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีอะไรนอกเหนือจากใจนี้ไปได้ สงครามอันนี้เป็นสงครามที่สำคัญมาก สำหรับเราแต่ละคน ละคน ผู้ปฏิบัติศาสนาจึงต้องถือนี้เป็นจุดสำคัญ เพราะนี้เป็นจุดจำเป็นที่เราต้องรู้เท่าทันโดยแท้ เป็นจุดแพ้ จุดชนะ จุดเป็น จุดตาย จุดทุกข์ จุดลำบากทรมาน ก็อยู่ที่จุดนี้ หลุดพ้นก็อยู่ที่จุดนี้ ได้ชัยชนะก็อยู่ที่จุดนี้ คือ ความเกษมสำราญ ถ้าไม่ถึงที่จุดนี้ จะไปถึงที่ตรงไหน ถึงที่นี่แหละ! เมื่อถึงที่นี่แล้ว ไม่ต้องไปถามหา “นิพพาน” ให้เสียเวล่ำเวลา

เอ้า ชื่อสมมุติว่ากันไป กิเลสมันอยู่ภายในหัวใจเรา เราไม่ได้ให้ชื่อมันว่า “กิเลส” มันยังทำให้เราทุกข์ได้ทั้งวันทั้งคืน “โอ๊ย วันนี้ไม่สบายใจ! อะไรต่าง ๆ ยุ่งไปหมด จนนอนไม่หลับ จะเป็นบ้าเป็นบอ” กิเลสไม่เห็นได้พูดว่า มันทำอันตรายเราอย่างนั้นอย่างนี้ หรือ ทำพิษเรา มันไม่เห็นว่ากัน ไม่ว่ากัน ก็ตาม เมื่อมันเป็นกิเลส มันก็เป็นของมันอยู่อย่างนั้น

ธรรมคือ “นิพพานธรรม” ถึงขั้นบริสุทธิ์แล้ว ว่าไม่ว่า ใจก็บริสุทธิ์อยู่นั่นแล จะให้ชื่อให้นามหรือไม่ ไม่สำคัญ ขอให้ได้ถึง ได้อยู่ที่ความบริสุทธิ์ จะเป็นความเกษมสำราญอย่างยิ่งภายในนั้น นี่แหละคือ สนามรบ! ที่แสดงมานี้ เอาให้รู้ให้เห็นกันที่นี่ รู้ที่นี้แล้วก็เป็น “โลกวิทู” รู้แจ้งไปหมด นั้นแหละ เพราะสภาพทั้งหลายเหมือน ๆ กัน พอเข้าใจอันหนึ่งแล้ว ก็เข้าใจไปหมด แม้แต่ร่างกาย เราเข้าใจอาการใด อาการหนึ่ง มันยังทั่วถึงไปหมด หลุดพ้นไปหมด เวทนา ก็ที่มีอยู่ในจุดหนึ่ง มันก็ซาบซ่านไปหมด เป็น “โลกวิทู” เข้าใจไปเหมือนกัน นี่แหละ “โลกวิทู” ของพวกเราเป็นอย่างนี้

โลกวิทู” ของพระพุทธเจ้า นอกจากรู้อย่างนี้แล้ว ยังรู้อย่างกว้างขวางลึกซึ้งไปอีกมากมายเกี่ยวกับสัตว์โลก เกี่ยวกับสภาวธรรมต่าง ๆ ทั่ว ๆ ไป เราไม่ใช่วิสัยอย่างนั้น

ที่เหมาะแก่จริตนิสัย หรือความสามารถของเรา จงให้เป็น โลกวิทู” รู้แจ้งตรงที่มันกำลังมืดอยู่เวลานี้ สิ่งใดเป็นสิ่งที่ปิดบัง กำหนดพิจารณาสิ่งนั้นให้ทราบชัดตามความจริงด้วยปัญญา ท่านว่า “นตฺถิ ปญฺญาสมา อาภา ความสว่าง เสมอด้วยปัญญาไม่มี” แน่ะ! และอะไรที่จะมืดเสมอด้วยกิเลสไม่มี จึงต้องแก้ด้วยปัญญาความสว่าง

เราตามไฟไปส่องหากิเลสวันยังค่ำ ก็ไม่มีกิเลสตัวไหนจะมาโง่ๆ ให้เราได้ดูมัน เปิดไฟฟ้าเข้าไปให้เห็นตัวของกิเลส แต่กิเลสมันไม่ได้โง่เหมือนเรานี่

เพื่อให้ทันกิเลส มันต้องใช้ปัญญาเป็นเครื่องตามกิเลส ส่องดูกิเลสด้วยสติปัญญา เห็นทั้งหน้าทั้งตา เห็นทั้งโคตรทั้งแซ่ เห็นทั้งรากเหง้าเค้ามูลของมัน ถอนขึ้นมาได้หมดด้วยอำนาจของปัญญานี้เท่านั้น ท่านจึงว่า “เครื่องมือที่ทันสมัย คือ ปัญญา” สว่างโร่อยู่ทั้งกลางวันกลางคืน ท่านว่า “อาโลโก อุทปาทิ ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” “ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ” เกิดขึ้นที่ไหน ก็เกิดขึ้นที่นั่น ที่เคยมืดดำ และสว่างขึ้นที่นั้นแล

จกฺขุกรณี ญาณกรณี อุปสมาย อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติ” นี่แหละ “มรรค ๘” เป็นไปเพื่ออย่างนี้แหละ เป็นไปเพื่อบรรลุ เพื่อตรัสรู้ เป็นไปเพื่อนิพพาน

วันหนึ่งๆ ให้พิจารณารอบตัวอยู่นี่เสมอ จิต เมื่อมีเครื่องรักษา ก็สว่าง ปัญญา พาให้สว่างโล่งอยู่ภายในตัวเอง อะไรจะเกิดขึ้นก็รู้ ทุกข์เกิดขึ้นก็รู้ ทุกข์ดับไปก็รู้ รู้โดยความโล่งของสติปัญญาเอง

นี่แหละเย็นสบาย ตายเมื่อไรก็ไม่มีปัญหา เพราะธรรมชาตินั้น ไม่ตายแล้ว ไม่หลงแล้ว ไม่ล่มจมแล้ว ก็มีเท่านั้น สิ่งที่เราต้องการ ขอให้นำไปพิจารณา

เอาละ แสดงธรรม ก็เห็นว่าพอสมควร

พระหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2519 ความยาว 37.51 นาที
สถานที่ : ศาลาโรงครัว วัดป่าบ้านตาด

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๑๙

Featured

ธรรมะจากพระพุทธเจ้า พระยาธรรมิกราช พุทธโอวาทกึ่งพุทธกาล


ตอนที่ ๑๑๒ – ๒๑๓

ตอนที่ ๑๑๒ #ชนะตนเองเป็นการชนะที่แท้จริง

การเอาชนะตนเองได้ จะชนะผู้อื่นด้วยหรือเปล่า การเอาชนะผู้อื่นได้ จะเป็นการชนะตนเองด้วยหรือเปล่า
การชนะผู้อื่นไม่ใช่ชัยชนะที่แท้จริง การชนะภายนอก เป็นชัยชนะที่ไม่เที่ยงแท้ การชนะข้างในด้วยการละ ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น จะเป็นผู้ชนะตนเอง จะสามารถชนะสรรพสิ่ง ที่ไม่ดีที่จะเข้ามา เมื่อชนะความไม่ดีแล้ว ให้ชนะความดีที่ทำด้วย เพื่อจะได้สลายทุกสิ่ง จะได้เป็นชัยชนะที่แท้จริง ไม่ต้องกลับมาเกิด มาแพ้อีก

ตอนที่ ๑๑๓ #การถวายดอกไม้บูชาพระ

การถวายดอกไม้บูชาพระ จะได้รับอานิสงส์อย่างไร การจัดหาดอกไม้เพื่อถวายพระ ด้วยความยินดี พอใจ นอบน้อมนำมาถวายบูชา ด้วยสิ่งที่สวยงามเป็นสิ่งแทนใจ ได้สละแรงกายขวนขวายในการทำดี ทำแล้วมีความสุข ทำให้จิตใจชื่นบาน ได้อานิสงส์ความสุขสู่ภายใน จึงจะเป็นการทำดี เข้าใจวิธีในการถวาย การบูชาอย่างแท้จริง

ตอนที่ ๑๑๔ #ทำผิดต่อพุทธศาสนา

ถ้าเคยทำผิดต่อพุทธศาสนา จะให้แก้ไขอย่างไรดี
การทำผิดต่อพระพุทธศาสนา จะเป็นกรรมที่หนักมาก เพราะเป็นเรื่องของส่วนรวม กระทบคนหมู่มาก ถ้ากระทำผิดไปแล้ว ให้จงหมั่นนั่งกรรมฐาน ระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วขอขมากรรม จะไม่ทำความผิดเช่นนั้นอีก แล้วให้แก้ไขตนในปัจจุบัน ให้ทำความดี ที่ก่อเกิดประโยชน์ในพระพุทธศาสนาไปเรื่อยๆ เพื่อจะให้มีพลังบุญมาค้ำหนุน เมื่อมีหนี้กรรมไม่ดีมาให้ผล จะได้ไม่ทุกข์ไม่เร่าร้อนจนเกินไป

ตอนที่ ๑๑๕ #มีหนี้แล้วอยากออกบวช

มีหนี้สินมากมาย แต่ต้องการออกไปเป็นนักบวช จะต้องทำอย่างไร ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิต ล้วนมีสิ่งที่ซ่อน ที่ซ้อนอยู่ในนั้น การมีทรัพย์สินแล้วออกบวช หรือหนี้สินแล้วออกบวช ก็เป็นสิ่งที่ทดสอบจิตใจ มีสิ่งที่ต้องฟันฝ่าอยู่ในนั้นทั้งหมด ถ้ามีความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างแท้จริง ย่อมมีทางออก เมื่อยังไม่ถึงเหตุปัจจัยที่สมควร ก็ให้ฝึกบวชที่ใจก่อน ให้ทำความดีไปเรื่อยๆ ฝึกสวดมนต์ ภาวนา จิตใจจึงจะมีพลังบุญนั้นมาค้ำหนุน เปิดทางให้เราได้บวชเอง

ตอนที่ ๑๑๖ #ไม่เคยทำทานจะไปนิพพานได้ไหม

ผู้ที่ไม่เคยทำทานเลย จะสามารถไปนิพพานได้ไหม การที่จะไปนิพพานได้นั้น ต้องสละ ละวางได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ต้องมีจิตใจที่มีเมตตา ถ้ายังมีความยึดติดในสิ่งใด ย่อมไปสู่ความหลุดพ้น เข้าสู่พระนิพพานยังไม่ได้

ตอนที่ ๑๑๗ #จะทำดีกับพ่ออย่างไร เมื่อท่านจากโลกนี้ไปแล้ว

จะทำความดีกับพ่อได้อย่างไร เมื่อท่านได้จากโลกนี้ไปแล้ว
สำหรับลูกที่ยังมีพ่ออยู่ในโลก คงทำให้ท่านมีความสุขในวันพ่อ แต่สำหรับผู้ที่เป็นลูกที่พ่อได้จากโลกนี้ไปแล้ว ก็สามารถทำดีกับท่านได้ เพราะการตายนั้น ตายเพียงแค่ร่างกาย ดวงจิตไม่ได้ดับสูญไปด้วย การทำบุญ ทำทาน สวดมนต์ รักษาศีล ภาวนา ส่งกุศลความดี แผ่บุญบารมีไปให้ท่าน ไม่ว่าจะตกไปอยู่ในภพภูมิใด ก็สามารถที่จะได้รับความสุขเสมอ

ตอนที่ ๑๑๘ #การมาเกิดเป็นมนุษย์ของเทพผู้ใหญ่หรือโพธิสัตว์

เทพผู้ใหญ่หรือโพธิสัตว์ สามารถแบ่งจิตลงมาเกิดบนโลกมนุษย์ เป็นหลายคนพร้อมกันได้ไหม
ทำได้ แต่เขาไม่ทำกัน เพราะการเกิดมาเป็นมนุษย์ ต้องมีเหตุผลมากพอถึงมาเกิดกัน ผู้เป็นเทพผู้ใหญ่ เป็นโพธิสัตว์ ย่อมมีหน้าที่มากมายในโลกทิพย์ ที่จะต้องดูแลดวงจิตมากมาย ทั้งอยู่ในสวรรค์ มนุษย์ บาดาล หรือผู้ที่ตกไปสู่ภูมิอบาย การเกิดเพื่อเป็นมนุษย์ในคราวเดียวกันจึงเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่มีใครเขาทำกัน

ตอนที่ ๑๑๙ #พระอรหันต์ต้องการอยู่สวรรค์

ผู้ที่สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว ต้องการที่จะอยู่สวรรค์ตลอดไปได้หรือไม่ดวงจิตของพระอรหันต์เป็นดวงจิตอิสระเสรี จะอยู่ในที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น แต่ส่วนใหญ่แล้ว ดวงจิตที่พ้นทุกข์แล้ว ก็จะไปอยู่ในที่สงบสุข ไม่มีกลิ่นไอของกิเลสตัณหา การอยู่ในสวรรค์ตลอดไป จึงไม่มีองค์พระอรหันต์ท่านใด ที่ท่านทำเช่นนั้นเลย

ตอนที่ ๑๒๐ #นั่งภาวนาดูลมหายใจไปนิพพานได้ไหม

ฝึกดูลมหายใจเข้าออก จะเข้าถึงความเป็นพระอรหันต์ได้ไหมแนวทางการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ มีอยู่เยอะแยะมากมาย สามารถฝึกกรรมฐานกองใดก็ได้ ในกรรมฐาน ๔๐ กอง ถ้าทำให้จิตใจสงบสุข มีพลัง รู้เท่าทันในสิ่งที่จะมาล่อหลอกให้ลุ่มหลง การดูลมหายใจเข้าออก ถ้าตั้งใจปฏิบัติอยู่ในกรอบของศีล ธรรม สมาธิ ปัญญา ย่อมจะเป็นปัจจัยค้ำหนุนให้เข้าถึงความพ้นทุกข์ได้ เช่นเดียวกัน

ตอนที่ ๑๒๑ #ไม่ยึดติดในร่างกายจะเป็นพระอรหันต์ได้ไหม ถ้าตัดความลุ่มหลง ยึดติดในร่างกาย จะสำเร็จธรรมเป็นพระอรหันต์ได้ไหม บุคคลที่สามารถถอดถอนความยึดติด ลุ่มหลงในร่างกายได้ ย่อมเป็นดวงจิตที่มีพลังบุญบารมีมาก ใกล้ถึงฝั่งแห่งพระนิพพานแล้ว แต่เมื่อตัดความยึดถือในกายหยาบได้ ต้องตัดความยึดถือในกายทิพย์ และสลายความยึดมั่นถือมั่นในจิตนั้นด้วย จึงจะพ้นความทุกข์เข้าสู่พระนิพพานได้

ตอนที่ ๑๒๒ #ใส่บาตรด้วยเงินจะเป็นบาปหรือไม่ การตักบาตรด้วยการใส่เงินลงไปในบาตร จะเป็นบาปไหม อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค เป็นปัจจัย ๔ ที่สำคัญของการดำรงชีวิตของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นฆราวาสหรือนักบวช เงินเป็นปัจจัยในการแลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้มา การใส่บาตรด้วยเงิน จึงเป็นการทำบุญทำทานเป็นไปตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

ตอนที่ ๑๒๓ #การถวายที่ดิน

การถวายที่ดินเพื่อประโยชน์ในพุทธศาสนา แต่ผู้รับกลับนำไปทำสิ่งที่ไม่ดี ผู้ถวายจะมีบาปร่วมด้วยหรือไม่ การทำบุญทำทานควรประกอบด้วย สติปัญญา พิจารณาก่อนว่า ควรถวายกับใคร เพื่อจะได้ตรงตามวัตถุประสงค์ของเรา ถวายแล้วให้ปล่อยวาง บุญกุศลที่ได้ถวายที่ดินสำเร็จแล้ว แต่ถ้าผู้รับนำที่ดินไปทำสิ่งไม่ดี ก็เป็นเรื่องต่างกรรมต่างวาระ กรรมของใครของมัน ย่อมส่งผลไม่ถึงเรา เพราะเราตั้งใจสร้างความดี ไม่ได้น้อมที่จะทำความไม่ดีด้วย แต่ถ้านำไปสร้างความดี สร้างประโยชน์ บุญกุศลย่อมส่งมาถึงเราเสมอ เพราะเราตั้งใจน้อมที่จะร่วมสร้างความดี

ตอนที่ ๑๒๔ #คนที่ยังมีกิเลสอยู่จะมีความสุขได้ไหม คนที่ไม่มีหนี้กรรม แต่ยังมีกิเลส ตัณหา จะพบความสุขได้ไหม

คนที่ไม่มีหนี้กรรม ก็เหมือนผู้ที่ไม่มีหนี้สินกับใคร แต่ถ้ายังอยากได้ อยากมีสิ่งนั้น อยากเป็นสิ่งนี้อยู่ ย่อมมีความทุกข์อยู่ ลุ่มหลงในสิ่งใดเป็นทุกข์เพราะสิ่งนั้น ยึดติด ยึดถือในอะไรก็เป็นเหตุให้เป็นทุกข์ เพราะความไม่เที่ยง ฉะนั้น ผู้ที่ยังมีกิเลส ตัณหา จะพบความสุขที่แท้จริงได้ไม่ได้เลย จะพบได้กับผู้ที่ละ วางทุกสิ่งทุกอย่างได้เท่านั้นเอง

ตอนที่ ๑๒๕ #ธรรมะที่นำมาเผยแผ่มีที่มาอย่างไร การเผยแผ่ธรรมของพระยาธรรมิกราช นำคำสอนมาจากไหน พระยาธรรมิกราชเป็นดวงจิตที่องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ ได้สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นผู้แทนพระองค์ท่าน มาเผยแผ่ในกึ่งศาสนาของทุกพระองค์ ในรอบนี้ก็เป็นกึ่งศาสนาของสมเด็จองค์ปัจจุบัน ก็ได้สร้างพระยาธรรมิกราชมาเผยแผ่ธรรม ซึ่งทุกเช้าตอนตี ๕ ที่พุทธอุทยานภูสวรรค์ อำเภอเชียงของ ก็จะมีการแสดงธรรมสด จากการที่พระยาธรรมนั่งสมาธิ น้อมจิตเข้าเฝ้าทูลถามปัญหาธรรม หรือขอฟังธรรมจากองค์ท่านที่พระนิพพาน และแสดงธรรมผ่านกายหยาบมาให้ทุกคนได้รับฟังทุกวัน จึงเป็นโอกาสดีที่ทุกคนจะได้รับฟังธรรม ที่มาจากองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรงอีกครั้งหนึ่ง

ตอนที่ ๑๒๖ #ถวายทานเองกับฝากไปทำบุญ การถวายทานด้วยตนเองกับการฝากไปทำบุญนั้น อานิสงส์ผลบุญแตกต่างกันไหม

การถวายทานจะทำด้วยตนเองหรือฝากไปนั้น อานิสงส์ผลบุญที่ได้ไม่มีความแตกต่างกัน ถ้าทำโดยไม่หวังเกียรติยศชื่อเสียง คำสรรเสริญใดๆ การได้บุญมากหรือน้อย จะอยู่ที่การทำแล้วยังยึดติดอยู่หรือไม่ ทำไปแล้วยังลังสงสัยในการทำอยู่หรือเปล่า ทำแล้วให้ปล่อยวาง จึงจะได้บุญกุศลอย่างแท้จริง

ตอนที่ ๑๒๗ #ค้าขายเนื้อสัตว์เป็นบาปไหม การขายเนื้อสัตว์ โดยที่ไม่ได้ฆ่าเอง จะเป็นบาปไหม การค้าขายที่เป็นเนื้อสัตว์ ย่อมมีบาปกรรมอยู่ในนั้น จะมีกรรมมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเนื้อสัตว์นั้นผ่านมาขั้นตอนใดแล้ว ถ้าไม่ได้สั่งฆ่า ไม่รู้เห็นการฆ่า ไม่สงสัยว่าเขาฆ่าเพื่อเรา บาปกรรมย่อมเบาบางลงไป

ตอนที่ ๑๒๘ #ไปอยู่จักรวาลอื่นได้ไหม ดวงจิตที่ยังครองกายมนุษย์อยู่ สามารถที่จะอยู่ในจักรวาลอื่นโลกอื่นได้ไหม จิตครองกายเหมือนคนขับกับรถ ขึ้นอยู่ว่าจะพากันไปทำบุญหรือบาป ถ้าจิตมีพลังบุญมากก็จะสามารถไปในจักรวาลที่ดีได้ ถ้ามีบาปมากดวงจิตก็จะตกไป ในจักรวาลแห่งความทุกข์ได้ ดวงจิตไปในจักรวาลอื่นได้ในขณะที่ยังเป็นมนุษย์อยู่ แม้ขณะที่ยังหลับหรือตื่นอยู่ สามารถไปใช้ชีวิตที่จักรวาลอื่นได้ ขึ้นอยู่กับกรรมดีหรือชั่วที่จะพาไป ไม่จำเป็นต้องรอให้ตายก่อน

ตอนที่ ๑๒๙ #สมัยพุทธกาลทำไมบรรลุธรรมได้เร็ว เมื่อสมัยพุทธกาลทำไมถึงสำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้มากมาย และสำเร็จได้ง่ายกว่าในปัจจุบัน การที่ดวงจิตใดจะสำเร็จเป็นอรหันต์ ย่อมต้องสั่งสมบารมีมาเตรียมไว้ เพื่อรอรอบการอุบัติมาของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ จึงมีดวงจิตที่เกิดมาในยุคนั้นได้สั่งสมบุญบารมีมามาก และ การศึกษาธรรมโดยตรงต่อองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า สงสัยสิ่งใดก็สามารถที่ชี้บอก ทำความเข้าใจได้ทันที ไม่ต้องไปค้นหาเอาเองจากตำรา จึงมีผู้บรรลุธรรมจำนวนมากและสำเร็จได้โดยง่าย

ตอนที่ ๑๓๐ #กรรมที่ติเตียนเพ่งโทษสายธรรมอื่น การที่ชอบติเตียนเพ่งโทษสายธรรมอื่น จะเกิดผลกรรมอย่างไรบ้าง การปฏิบัติในทางสายใด ถ้ามีองค์พระอรหันต์ได้เกิดขึ้นในสายธรรมนั้น ย่อมเป็นหนทางที่ถูกต้อง การปฏิบัติที่อยู่ในกรอบของศีล ธรรม สมาธิ ปัญญา ให้ปฏิบัติอยู่ในทางสายกลาง ไม่ให้ตึงไม่ให้หย่อนจนเกินไป ไม่ให้เพ่งโทษผู้อื่นให้ดูแต่ตนเอง เพื่อจะได้ไม่ให้เกิดหนี้กรรมมาตัดรอน เป็นอุปสรรคขัดขวางในการปฏิบัติ ไม่ให้หลุดพ้นเข้าสู่พระนิพพาน…

ตอนที่ ๑๓๑ วัดแต่ละแห่งทำไมมีพลังพุทธบารมีไม่เท่ากัน

วัดพุทธเหมือนกัน ทำไมถึงมีพลังพุทธบารมี ความสงบร่มเย็นไม่เท่ากันสรรพสิ่งในโลกล้วนเป็นสิ่งสมมติ สถานที่แต่ละแห่งล้วนสมมติขึ้นมา การที่วัดแต่ละแห่งจะมีพลังเป็นเช่นใด ขึ้นอยู่กับบุคคลที่อยู่อาศัยในที่นั้น จะทำให้เป็นไปเช่นใด การทำบุญสร้างกุศลความดี จึงจะทำให้ก่อเกิดพลังพุทธบารมี เกิดความสงบสุขร่มเย็น ไม่ใช่เกิดจากการสมมติให้เป็นสถานที่อะไร แล้วจะมีพลังความดี โดยที่ไม่ได้สร้างไม่ได้ทำอะไรขึ้นมา

ตอนที่ ๑๓๒ หลักคำสอนของพระพุทธเจ้า

หลักคำสอนของพระพุทธเจ้าคืออะไรคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า สอนเพื่อดับความทุกข์ ด้วยการดับการเกิด โดยการปฏิบัติในศีล ธรรม สมาธิ ปัญญา เพื่อจะไปถอดถอนกิเลส ตัณหา อุปาทาน ในจิตและไม่สร้างบาป อกุศลต่อไป ก็จะทำให้เข้าถึงความพ้นทุกข์ เข้าถึงการดับการเกิดได้ในที่สุด

ตอนที่ ๑๓๓ วิธีปฏิบัติสายธรรมสัมมาสัมพุทธะ ปัจฉิมาสัมพุทธะ

หลักคำสอนของสายธรรมสัมมาสัมพุทธะ ปัจฉิมาสัมพุทธะ มีอย่างไร
สายปฏิบัติสัมมาสัมพุทธะ ปัจฉิมาสัมพุทธะ มีพระยาธรรมิกราช เป็นผู้นำธรรมคำสอนมาเผยแผ่ในกึ่งพุทธกาล มีหลักสูตรค้นหาตัวตน เพื่อให้ผู้ปฏิบัติรู้จักที่มาของดวงจิตตน จะได้ไม่ลุ่มหลงในสิ่งที่มี ที่เป็น จนเกิดความทุกข์ จะได้ทำหน้าที่ของตนก่อนหมดเวลา

ตอนที่ ๑๓๔ หากเป็นทุกข์มากต้องทำอย่างไร

หากรู้สึกเป็นทุกข์มาก ต้องคิดอย่างไร ทำอย่างไรเพื่อให้คลายทุกข์ คนเราเกิดมา ไม่มีใครลิขิตชีวิตใครให้เป็นอะไรได้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมา ย่อมเกิดจากการกระทำของตนเองทั้งนั้น มาจากกรรมส่งผลมาต้องเป็นไปตามเหตุที่ทำไว้ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนไม่เที่ยงแท้ ความสุขก็ตั้งอยู่ไม่นาน ความทุกข์ก็ตั้งอยู่ไม่นาน ให้ยอมรับความจริงในสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ต้องไปเพ่งโทษสิ่งใด ทำใจให้ปล่อยวาง ความทุกข์นั้นก็จะผ่านไปในที่สุด

ตอนที่ ๑๓๕ ทำดีแต่เจตนาไม่ดีจะส่งผลอย่างไร

การทำความดีแต่มีเจตนาที่ไม่ดี จะส่งผลอย่างไร ให้แก่ผู้กระทำเช่นนั้น การกระทำใดๆ จะถือเจตนาเป็นใหญ่เป็นประธาน มุ่งเจตนาไปทางใด ก็จะส่งผลการกระทำไปทางนั้น ทำความดีด้วยเจตนาที่ดี ก็จะส่งผลให้ได้รับความดี ทำดีแต่เจตนาไม่ดีก็จะส่งผลให้ไม่ได้รับความดี ทำความชั่วเจตนาทำชั่วก็จะได้รับผลของการกระทำความชั่ว ทำความชั่วแต่ไม่ได้เจตนาก็จะได้รับผลแห่งความชั่วเบาบางลงไป การกระทำทั้งหลายขึ้นอยู่ที่เจตนา

ตอนที่ ๑๓๖ ไม่อยากทำแต่จำใจต้องทำ

ไม่อยากทำแต่มีความจำเป็นต้องทำ จะทำอย่างไรไม่ให้เป็นทุกข์ความอยากก็เป็นตัณหา ความไม่อยากก็เป็นตัณหา จึงไม่ควรนำมายุ่งเกี่ยวกับการทำสิ่งใด ถ้ามีเหตุปัจจัยที่มากพอก็ให้ทำไป การกระทำที่ก่อเกิดประโยชน์แก่คนมากมาย จะเป็นพลังคอยค้ำหนุนดวงจิต ให้หลุดพ้นจากการครอบงำของกิเลส ตัณหา เป็นหนทางนำพาเราสู่ความพ้นทุกข์ จึงไม่ควรเอาความอยากหรือไม่อยากมาตัดสินในการทำสิ่งใด

ตอนที่ ๑๓๗ เข้าใจผู้อื่นแต่ไม่มีใครเข้าใจเรา

ข้าใจผู้อื่นแต่ไม่มีใครเข้าใจเราเลย จะให้คิดอย่างไรเพื่อจะไม่ให้เป็นทุกข์การเข้าใจผู้อื่นนั้นเป็นสิ่งที่ดี จะเข้าใจผู้อื่นได้ต้องประกอบด้วยความเมตตา รู้จักให้อภัย เป็นการสร้างความดี จะเป็นพลังมาหนุนนำจิตใจให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ในลำดับต่อไป ให้เราศึกษาที่จะทำความเข้าใจในตัวเราด้วย เพื่อจะเป็นการเปิดจิตใจให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เมตตาผู้อื่นได้ ให้อภัยผู้อื่นได้ ต้องรู้จักเมตตาให้อภัยตัวเองด้วย ไม่ต้องรอให้ใครมาเข้าใจเรา ขอให้เราเข้าใจตัวเราเองก็พอ

ตอนที่ ๑๓๘ กำลังใจอยู่ที่ไหน

กำลังใจอยู่ที่ไหน คนเรามีกำลังใจอยู่ภายในจิตใจของเราเอง แต่คนส่วนมากไปฝากกำลังใจเอาไว้ภายนอก ให้สิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นกำลังใจ เมื่อสิ่งทั้งหลายมีความไม่เที่ยงแท้ กำลังใจเลยขาดหายไม่มาตามที่ต้องการ ทำให้พบกับความทุกข์ ฉะนั้น ไม่ต้องฝากกำลังใจไว้ที่ไหน ให้เอาไว้กับตัวเราเอง แล้วสร้างกำลังใจขึ้นมาด้วยการทำจิตใจให้สงบ จะมีพลังต่อสู้กับอุปสรรคปัญหาที่จะเข้ามาในชีวิต ให้พ้นจากความทุก

ตอนที่ ๑๓๙ กรรมฆ่าพ่อแม่

กรรมจากการฆ่าพ่อแม่ จะต้องรับผลกรรมอย่างไรบ้างพ่อแม่ คือผู้ให้กำเนิด ให้ชีวิตเลือดเนื้อเรามา เป็นผู้มีพระคุณอันดับหนึ่ง การทำร้ายท่าน จึงเป็นกรรมที่หนักมาก เมื่อตายไป ต้องตกนรกขุมที่ลึกที่สุด นักบุญทั้งหลายไม่สามารถแผ่บุญไปให้ได้ ต้องชดใช้หนี้กรรม ในอบายภูมิเป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ไล่ลำดับขึ้นมา กว่าจะมาเกิดเป็นมนุษย์ได้อีกครั้ง เป็นเรื่องยาก จึงไม่ควรที่จะทำกรรมหนักนี้เลย

ตอนที่ ๑๔๐ ทำความดีแต่ไม่ละความชั่ว

การที่สร้างบุญ แต่ยังไม่เลิกสร้างบาป ชีวิตจะพบกับความสุขได้ไหม
การกระทำใดที่ทำไปแล้ว ผลการกระทำย่อมส่งผลมาให้เราได้รับทั้งหมด การกระทำทั้งความดีและความชั่ว ย่อมให้ได้รับผลทั้งความสุขและความทุกข์ แม้จะเป็นการกระทำเพียงเล็กน้อยแค่คำพูด ความคิด ย่อมมีผลให้ได้รับผลกรรมทั้งนั้น ขึ้นว่ากรรมไม่ดีจึงไม่ควรกระทำเลย

🌎”~🍃`🙏”☘️{🏵️}~🌏

#สริยะ #มหาสติ

ตอนที่ ๑๔๑ ชะตาชีวิตหลังฆ่าตัวตาย

การฆ่าตัวตายจะได้รับผลกรรมอย่างไรบ้างการทำร้ายตนเองให้ตายไป เป็นทำลายต้นทุนความดีที่ได้สร้างมา ตายไปก็เป็นสัมภเวสีจนหมดอายุขัย ต่อไปต้องตกไปในนรกอีก กว่ากลับจะออกมาได้ ต้องมาเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานนับชาติไม่ถ้วน ให้ต้องถูกฆ่าอย่างทารุณ การกลับมาเกิดเป็นมนุษย์จึงเป็นสิ่งที่ยากมาก สำหรับผู้ที่ได้เกิดมาแล้วไม่รู้จักคุณค่าของชีวิตที่ได้มา จึงไม่ควรทำเช่นนั้นเลย

ตอนที่ ๑๔๒ การทำความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น

การสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น จะต้องได้รับผลเช่นใดการทำสิ่งใดที่เป็นการเบียดเบียนผู้อื่น ทั้งกายหรือทางใจ จะเล็กน้อยหรือมายมาย แม้แต่เป็นต้นไม้ ธรรมชาติ จะเป็นสัตว์น้อยหรือสัตว์ใหญ่ จะเจตนาหรือไม่ก็ตาม ก็ยังมีผลที่จะทำให้ต้องได้รับผลกรรมในสิ่งที่ทำทั้งหมด ฉะนั้น การจะทำสิ่งใด ต้องพิจารณาให้ดี ก่อนที่จะลงมือทำ เพื่อจะไม่ให้ต้องรับความทุกข์ จากเจ้ากรรมนายเวรในภายหลัง

ตอนที่ ๑๔๓ พุทธโอวาทวันสิ้นปี พ ศ ๒๕๕๘

พุทธโอวาทจากองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า วันสิ้นปี พ.ศ. ๒๕๕๘
การเกิดมาของมาเป็นมนุษย์นั้น มาเพื่อสร้างบุญบารมี มาสร้างความดี วันสิ้นสุดของปีแล้ว ให้พิจารณาประเมินดูว่าได้ผลกำไรหรือขาดทุน ในการกระทำความดีทั้งหลายมาตลอดปี เพราะชีวิตได้หมดลงไปอีกปีหนึ่งแล้ว ยังไม่รู้ว่าเหลือเวลาอีกเท่าไหร่ จึงไม่ควรประมาทในเวลาที่เหลืออยู่ ให้ขวนขวายสร้างความดีให้ยิ่งๆขึ้นไป ไม่อย่างนั้นอาจจะขาดทุนกลับไป เมื่อหมดเวลาต้องจากโลกนี้ไป

ตอนที่ ๑๔๔ อานิสงส์ของการสวดมนต์ทำบุญข้ามปี

การสวดมนต์ทำบุญข้ามปี จะก่อเกิดอานิสงส์ความสุขอย่างไรการสวดมนต์เป็นสร้างความดี จะก่อเกิดพลังพุทธบารมีมาคลุมจิตคลุมกาย เป็นการเริ่มต้นใหม่ของปี สิ่งที่เพาะหว่านเมล็ดพันธุ์ความดีไว้ ย่อมเกิดหมากผลให้เราได้รับความสุข แต่ถ้ายังปรารถนาได้รับความดี มาสู่เราอย่างต่อเนื่องตลอดไป ก็ให้ทำความดีต่อไปให้สม่ำเสมอ ไม่ใช่ฝากความดีความสำเร็จทั้งหลายไว้กับการสวดมนต์ข้ามปีเพียงอย่างเดียว

ตอนที่ ๑๔๕ การพลัดพราก

การพลัดพรากจากบุคคลที่รัก จะทำอย่างไรถึงจะไม่เป็นทุกข์ธรรมชาติสร้างสายน้ำให้ไหลไปในทิศทางใด น้ำย่อมไหลไปในทิศทางนั้น การที่จะให้น้ำไหลย้อนทวนกระแส ย่อมเป็นไปไม่ได้ การที่มีการพบแล้วมีการจากลา จึงเป็นเรื่องธรรมดา ทำความเข้าใจธรรมชาติ ยอมรับความเป็นจริง ในความไม่เที่ยงแท้ ทำใจให้ปล่อยวาง ก็จะดับความคิดถึงลงไปได้

ตอนที่ ๑๔๖ ให้อยู่กับปัจจุบัน ***

การที่จมอยู่ในอดีต จิตฟุ้งไปในอนาคต จะแก้ไขอย่างไร เพื่อไม่ให้เป็นทุกข์การเอาเรื่องที่ผ่านไปแล้วมาครุ่นคิด ติดอยู่ในอดีต เอาสิ่งที่ยังไม่มาถึง มาเป็นเหตุแห่งความทุกข์ ให้แก้ไขด้วยการฝึกสติ ฝึกจิตให้อยู่กับปัจจุบัน ทำสมาธิให้จิตมีพลังที่แข็งแกร่ง ก็จะเกิดปัญญา สามารถสลายความคิดทั้งหลาย ที่จรเข้ามาทำใหว้าวุ่นเหล่านั้นไปได้

ตอนที่ ๑๔๗ อานิสงส์ของการตอบแทนคุณพ่อแม่

ตอนที่ ๑๔๘ หน้าที่ของคนมีคู่

ผู้ที่มีคู่ครองต้องทำหน้าที่อย่างไร ที่จะไม่ให้เป็นการเบียดเบียนกัน เพื่อให้เป็นทุกข์
การที่มีคู่ครองเปรียบเหมือนรถยนต์สี่ล้อ ล้อหนึ่งคือสามี ล้อที่สองคือภรรยา ล้อที่สามคือญาติฝ่ายสามี ล้อที่สี่คือญาติฝ่ายภรรยา รถจะวิ่งได้ดีไปถึงจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัย จะต้องดูแลเอาใจใส่ล้อยาง แต่ละด้านให้เสมอกัน ล้อข้างใดมีปัญหาขึ้นมาย่อมไม่ปลอดภัย การมีคู่ครองต้องเอาใจใส่ดูแลซึ่งกัน จึงจะเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์

ตอนที่ ๑๔๙ เมื่อถูกเบียดเบียน

ถ้ามีคนทำไม่ดีกับเรา ควรคิดอย่างไรจึงจะไม่เป็นทุกข์ สิ่งใดที่ไม่เคยปลูกไม่เคยทำไว้ ย่อมไม่มีสิ่งนั้น ผลนั้น เกิดขึ้นแก่เรา ให้ยอมรับศรัทธาในกฏของกรรม รักษาศีล ทำจิตให้สงบ ก็เกิดความรู้แจ้งตามความเป็นจริงในเหตุที่เกิดขึ้น จะสามารถปล่อยวาง ในสิ่งที่ผู้อื่นกระทำไม่ดีกับเรา ความทุกข์ทั้งหลาย ก็จะผ่านเราไป ไม่อยู่กับเราอีกต่อไป

ตอนที่ ๑๕๐ ทำความดีแล้วมีคนไม่เห็นด้วย

การทำความดีแต่คนรอบข้างไม่เห็นด้วย จะคิดอย่างไรเพื่อไม่ให้เป็นทุกข์ การทำความดีไม่ว่าเล็กน้อย หรือความดีมากหน่อย ย่อมมีอุปสรรค มีบททดสอบความดีอยู่ในนั้น เมื่อมีผู้ทักท้วงก็ให้พิจารณาทบทวน ดูว่าความดีที่เราทำเบียดเบียนใครอยู่หรือเปล่า ใช้ความอยากในการทำความดีอยู่หรือไม่ หรือมีสิ่งใดที่ยังบกพร่องอยู่ ก็ให้ปรับเปลี่ยนให้ถูกต้อง ให้เป็นการทำความดีที่ดียิ่งๆขึ้นไป

แหล่งที่มา:

วิดีโอ:https://www.youtube.com/watch?v=XIEygaI86s8&list=PL7wm2JTW8HrLuoImr_PvtIfMIy0XJfnNI&index=153

ตอนที่ ๑๕๑ #เอาอะไรมาวัดความดี

จะเอาอะไรมาตัดสิน ว่าสิ่งที่เราทำเป็นความดีการทำความดี ต้องทำด้วยความบริสุทธิ์ใจไม่มีสิ่งใดแอบแฝงอยู่ในนั้น ทำไปโดยไม่ปรารถนาสิ่งใดตอบแทน ทำไปแล้วไม่เบียดเบียนใคร แม้แต่ตัวเราเอง ทำไปแล้วไม่ยึดถือเอาไว้ ให้ปล่อยวาง จะได้ไม่กลายเป็นการยึดดี หลงดี ให้การทำความดีนำไปสู่ความทุกข์ จึงจะเป็นการทำความดีอย่างแท้จริง

ตอนที่ ๑๕๒ #ความไว้ใจ

ความไว้ใจบุคคลผู้อื่น จะวางใจอย่างไรถึงจะไม่เป็นทุกข์เมื่อไว้ใจฝากไว้กับใคร ให้ระลึกเสมอถึงความไม่เที่ยงแท้ ไว้ใจสักว่าไว้ใจ แต่อย่าฝากความหวังไว้มาก ให้ต้องกลับมาเป็นทุกข์ เพราะความแน่นอนเที่ยงแท้ย่อมไม่มีในโลกนี้ ให้วางใจให้เป็นกลาง ให้ความไว้ใจพอประมาณ ไม่ต้องทุ่มจนหมดทั้งใจ ให้อยู่ในความพอดี ถึงจะไม่เป็นทุกข์

ตอนที่ ๑๕๓ #การไม่เคารพต่อครูบาอาจารย์

การไม่เคารพ ปรามาสต่อครูอาจารย์ จะมีผลอย่างไรพ่อแม่ให้ก่อเกิดชีวิต ครูอาจารย์ทำให้เกิดความรู้ เป็นผู้มีพระคุณต่อเรา การลบหลู่ ปรามาส ไม่เคารพต่อครูอาจารย์ ย่อมเป็นสิ่งไม่ควรทำ จะเกิดผลกรรมที่ไม่ดีให้เราได้รับในภายหลัง จะมีลูกศิษย์ที่เราสอนสั่ง ปรามาส ลบหลู่ดูหมิ่น ดื้อรั้น ไม่เคารพต่อเรากลับเช่นเดียวกัน จึงเป็นสิ่งไม่ควรทำเลย

ตอนที่ ๑๕๔ #ไม่ให้ยึดติดครูบาอาจารย์

สอนไม่ให้ยึดติดในครูอาจารย์อย่างไร ไม่ให้ศิษย์เดินหลงทาง
ความยึดติดเป็นเหตุนำมาซึ่งความทุกข์ การทำหน้าครูอาจารย์ เปรียบเป็นเช่นผู้บอกทาง บอกแล้วให้แล้วกันไป จะเดินตามทางที่บอกหรือไม่ ให้ปล่อยวาง การที่จะเดินสู่ความพ้นทุกข์ได้ ต้องรู้จักปล่อยวางในทุกสิ่ง แต่ต้องรู้จักหน้าที่ มีความกตัญญู กตเวทีต่อผู้มีพระคุณ ถึงจะเป็นความดี เป็นคนดีที่สมบูรณ์ เป็นคนดีอย่าง

ตอนที่ ๑๕๕ #กายนี้มีแต่เรา

ตอนที่ ๑๕๖ #จิตนี้เป็นใคร ***

จิตนี้เป็นใครหนอ จิตนั้นละเป็นใครหนอ จิตของแม่เป็นใครหนอ จิตของพ่อเป็นใครหนอ จิตของญาติเป็นใครหนอ กายดับแต่ทำไมจิตถึงไม่ดับ จิตนี้วุ่นวายหนอ มีแต่ความวุ่นวายหนอ เมื่อมีจิตนี้จึงมีแต่ความวุ่นวาย ไม่มีจิตแล้วความวุ่นวายจึงจะไม่มี จงปล่อยวางจากจิตนี้เถิด ว่างจากจิตจึงจะไม่ทุกข์อีกต่อไป

ตอนที่ ๑๕๗ #ชีวิตเปรียบเหมือนใบไม้

ชีวิตเปรียบเช่นใบไม้ มีขึ้นมา ตั้งอยู่ เหลืองโรยราแล้วร่วงลงสู่ดิน ไม่แตกต่างชีวิตของคนเรา จึงไม่ควรสำคัญตน ยึดถือในตน ลุ่มหลงในสิ่งใด จนไม่รู้หน้าที่แห่งตน จนต้องตายกลับไปเช่นเดียวกับใบไม้

ตอนที่ ๑๕๘ #สิ่งที่มีค่ามากกว่าเงินทอง

เงินทองแม้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต ในยุคสมัยนี้ก็จริง แต่ไม่ใช่สิ่งที่มีค่าที่สุด เช่นกาลเวลาหากหมดไปแล้ว เอากลับคืนมาไม่ได้ เช่นเดียวกับชีวิตเสียไปเอาคืนมาไม่ได้ เงินทองหมดไปเดี๋ยวก็หาใหม่ได้ คุณงามความดี ความรัก ความเมตตา ความจริงใจ ความเข้าใจกัน เงินหาซื้อมาไม่ได้ และยังมีอีกเยอะแยะมากมาย ที่มีค่ามากกว่าเงินทอง ฉะนั้น จึงไม่ควรไปยึดติด ลุ่มหลง จนมองข้ามสิ่งอื่น ที่มีคุณค่ามากกว่าเงินทอง

ตอนที่ ๑๕๙ #ฝากความหวังไว้กับสิ่งใด

การฝากความรัก ความหวังไว้กับบุคคลผู้อื่น สิ่งอื่นภายนอก ต้องพบกับความผิดหวัง ในความไม่เที่ยงแท้ไม่จบไม่สิ้น จิตใจเราเอง ยังไว้ใจไม่ได้ บอกให้อย่ารักมันยังไปรัก บอกให้อย่าหลงมันก็ยังหลงหัวปักหัวปำ ร่างกายของเราบอกให้อย่าป่วยมันก็ยังป่วย บอกไม่ให้อย่าหิวมันก็ยังหิว จึงไม่ควรฝากความหวัง ความสุขกับสิ่งใดเลย จึงจะไม่เป็นทุกข์อีกต่อไป

ตอนที่ ๑๖๐ #เลิกคิดมาก

หากมีปัญหาเข้าในชีวิต การมีสติ มีปัญญาเท่านั้น จึงจะแก้ไขปัญหาได้ ความคิดไม่ใช่ปัญญา การคิดมากจึงแก้ไขปัญหาไม่ได้ ยิ่งคิดยิ่งเหนื่อย ยิ่งคิดยิ่งสับสน ยิ่งคิดยิ่งมืดมน สติปัญญาจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อมีความสงบเท่านั้น จึงไม่ควรคิดมากเลย

แหล่งที่มา:
https://www.youtube.com/watch?v=XIEygaI86s8&list=PL7wm2JTW8HrLuoImr_PvtIfMIy0XJfnNI&index=153

ตอนที่ ๑๖๑ #รากเหง้าของความคิด

ความคิดเป็นเหตุของความทุกข์ หยุดคิดจึงหยุดทุกข์ ความคิดทั้งหลายเกิดจากเชื้อแห่งความไม่รู้ ความไม่เข้าใจในความเป็นจริง จึงอยากให้เป็นเช่นนั้นเช่นนี้ เกิดความยึดติดในสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้ จึงเกิดการเบียดเบียนตนและผู้อื่นให้เป็นทุกข์ ดับเชื้อรากเหง้าของความคิดได้ ย่อมนำมาซึ่งความพ้นทุกข์

ตอนที่ ๑๖๒ #ทุกข์เพราะใครหนอ

ความทุกข์ทั้งหลาย เกิดขึ้นมาได้เพราะมีเรา มีเราจึงมีเขา มีเขาที่มากระทบเบียดเบียนเราให้เป็นทุกข์ จะดับทุกข์ต้องดับที่เรา ไม่มีเราจะไม่มีเขา ไม่มีความทุกข์อีกต่อไป

ตอนที่ ๑๖๓ #เหนื่อยและท้อหรือยัง

กาลเวลาเดินไปข้างหน้าตลอดเวลา ชีวิตของเราก็เหมือนกาลเวลา เดินไปข้างหน้าไม่มีวันหยุด ดวงจิตเดินทางมานานเท่าไหร่แล้ว เหนื่อยบ้างกันหรือยัง ท้อกันบ้างหรือยัง จะเดินต่อไปอีกนานแค่ไหน ควรหยุดเดินซะบ้าง หาทางให้กับจิตดวงนี้ได้หยุดพัก จะได้พ้นจากความเหนื่อย ความท้อ จากการเดินทางอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ตอนที่ ๑๖๔ #กิเลสคืออะไร

จิตนี้เป็นเมล็ด กิเลสนั้นคือสิ่งที่ทำให้เมล็ดเกิดขึ้นมาได้ กรรมจึงเป็นผลจากกิเลส กรรมเป็นเหตุให้มีเรา ถ้าดับกิเลสได้ก็จะไม่มีกรรม และไม่มีเราอีกต่อไป

ตอนที่ ๑๖๕ #ตัณหาคืออะไร

ความอยากคือตัณหา ไม่อยากก็เป็นตัณหา ให้พิจารณาว่าการที่จะทำสิ่งใด ยังไม่มีเหตุมีปัจจัยแต่อยากให้เกิดขึ้นมา ทำไปด้วยความยึดติดยึดมั่นถือมั่นจนเกินไป ทำไปด้วยความไม่รู้ด้วยความลุ่มหลง ทำสิ่งใดเกินความพอดี จนเกิดการเบียดเบียนตนและผู้อื่นให้เป็นทุกข์ นี้แหละเขาเรียกว่าตัณหา

ตอนที่ ๑๖๖ #ใครหนอเลือกเส้นทางชีวิตให้กับเรา

เส้นทางชีวิตถูกกำหนดมาจากการกระทำ เลือกทำดีชีวิตก็จะไปในทางที่ดี เลือกที่จะทำชั่วชีวิตก็จะไปในทางที่ชั่ว กฎแห่งกรรมควบคุมดวงจิตทุกดวงที่ยังอยู่ในการเวียนวน

ตอนที่ ๑๖๗ #ชีวิตนี้แท้ที่จริงคืออะไร

ตอนที่ ๑๖๘ #ปล่อยวางให้ปล่อยแบบไหน

การปล่อยวาง หมายถึง การปล่อยที่จิต ฝึกฝนให้จิตมีพลังที่เข็มแข็ง ไม่ให้ยึดถือ แบกสิ่งใดเอาไว้ จนทำให้เป็นทุกข์ จะไม่ยึดติด ในสิ่งที่เปลี่ยนแปรผันไป จึงจะอยู่กับสิ่งทั้งหลายได้ โดยไม่ทำให้เป็นทุกข์ เพราะเป็นผู้มีปัญญารู้แจ้ง เข้าใจในสรรพสิ่งตามความเป็นจริงแล้ว

ตอนที่ ๑๖๙ #โศกเศร้าเพราะอะไร

คนจะสุขหรือทุกข์ ไม่ได้เกิดจากสิ่งภายนอก ขึ้นอยู่กับจิตใจ จะวางได้มากน้อยขนาดไหน การไม่ยอมรับความเป็นจริง ในความไม่เที่ยงแท้ของธรรมชาติซึ่งมีการเกิดการดับ จึงไม่สามารถละ สามารถวางได้ จึงพบกับความโศกเศร้าเสียใจ

ตอนที่ ๑๗๐ #โลกแห่งความฝัน

การที่จมอยู่กับอดีต คิดฟุ้งไปอนาคต อยากให้เป็นเช่นนั้น อยากให้เป็นเช่นนี้ ในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ยังติดอยู่ในสิ่งสมมติทั้งหลาย หลอกล่อให้ลุ่มหลงอยู่ ย่อมไม่แตกต่างกับผู้ที่หลับไหล นอนฝันไป ยังไม่ได้ตื่นขึ้นมาอยู่กับความเป็นจริง

youtube
https://www.youtube.com/watch?v=Ra76K_XkNPQ&index=165&list=PL7wm2JTW8HrLuoImr_PvtIfMIy0XJfnNI

🍃✨”🙏”🌦️✨☘️©

ตอนที่ ๑๗๑ #สัญญาเช่าร่างกาย

ร่างกายเป็นสิ่งที่ก่อเกิดขึ้นมา ด้วยธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ เราได้เซ็นสัญญากับธรรมชาติไว้ว่า จะมาอยู่บนโลกเป็นเวลานานเท่าใด มาเพื่อสร้างคุณความดี แต่เมื่อได้ร่างกายมาแล้ว กลับลุ่มหลงในโลก ลืมทำหน้าที่ ลืมในสัญญาที่ทำเอาไว้ ประมาทในการใช้ร่างกาย อาจจะต้องคืนก่อนเวลา หรือตามสัญญาที่ทำเอาไว้ เพราะร่างกายไม่ใช่ของเรา แค่เช่าเขามาชั่วคราว

ตอนที่ ๑๗๒ #สิ่งใดที่เป็นของเรา

มีสิ่งใดย่อมมีทุกข์เพราะสิ่งนั้น เมื่อมีเราจึงมีทุกข์เพราะมีเรา กิเลสตัณหาเป็นเหตุให้มีเรา ดับกิเลสตัณหาได้ จึงจะไม่มีการเกิด จึงจะไม่มีเราอีกต่อไป จิตจะได้คืนสู่อิสระเสรี ไม่อยู่ภายใต้กฎของกรรม ไม่อยู่ภายใต้ความไม่เที่ยงแท้ จิตจะได้พ้นจากความทุกข์ พบความความสุขอย่างแท้จริง

ตอนที่ ๑๗๓ #ทุกข์กว้างใหญ่ขนาดไหน

ความทุกข์มีความกว้างยาวขนาดไหน แผ่คลุมขอบเขตถึงที่ใด ถ้าไปสุดขั้วโลกเหนือจะพ้นไหม หรือต้องไปอยู่ดาวดวงใด สวรรค์ที่ว่าไกลแสนไกล พ้นจากความทุกข์ได้หรือยัง

ตอนที่ ๑๗๔ #น้ำชาถ้วยหนึ่ง

น้ำชาด้วยหนึ่งยังให้คนเห็นต่าง ต้องมานั่งถกเถียงกัน การทำสิ่งใดขึ้นมานั้น ย่อมมีคนเห็นด้วยไม่เหมือนกัน การที่มัวสนใจผู้อื่น วุ่นวายกับผู้อื่น ย่อมไม่ทำให้ตนหลุดพ้นจากความทุกข์ไปได้ จึงไม่ควรเสียเวลามานั่งถกเถียงในความคิดเห็นที่แตกต่าง เพราะไม่เกิดประโยชน์อันใดแก่ตนเลย

ตอนที่ ๑๗๕ #ผู้รู้ตื่น

ผู้ที่ยังลุ่มหลงในโลก ยึดถือยึดติดในสิ่งใด อยากให้ได้มันมา จนเกิดการสร้างกรรมเบียดเบียนตน และผู้อื่นให้เป็นทุกข์ เปรียบได้กับผู้ที่นอนหลับฝันไป จะเป็นฝันดีหรือฝันร้าย ก็ไม่ใช่เรื่องจริง เพราะสิ่งทั้งหลายในโลกล้วนเป็นสิ่งสมมติ ไม่มีอะไรที่เป็นจริง มีขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ต้องดับไปทั้งหมด จึงไม่ควรที่จะลุ่มหลงในสิ่งใดอีกต่อไป จะได้เป็นผู้รู้ตื่น จากการหลับแล้วก็ฝันไป

ตอนที่ ๑๗๖ #เหมือนกันแต่แตกต่าง

เรียนอยู่ห้องเดียวกัน วิชาเดียวกัน แต่ความรู้ความเข้าใจนั้น ยังมีความแตกต่าง การที่ได้ฟังพระธรรมคำสอนไป มรรคผลที่ได้จึงไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับต้นทุนเดิมที่มีมา ขึ้นอยู่กับความตั้งใจ มีความขยัน มีความอดทน และสติปัญญาที่มี ของแต่ละบุคคลซึ่งไม่เหมือนกัน

ตอนที่ ๑๗๗ #ปลูกต้นบุญต้นบารมี

าวสวนปลูกพืช หว่านเมล็ดพันธุ์ ต้องใส่ปุ๋ย รดน้ำ พรวนดิน ดูแลไม่ให้แมลงมากิน กว่าจะออกดอกออกหมากเป็นผล ต้องใช้ความขยันอดทนใช้เวลานาน ในการปลูกต้นบุญต้นบารมี เพื่อให้ได้มาซึ่งมรรคผล ก็เช่นเดียวกัน ต้องรักษาศีล ศึกษาธรรม เจริญสมาธิ เจริญปัญญา จึงจะได้มาซึ่งมรรคผลนิพพาน

ตอนที่ ๑๗๘ #พุทธาภิเษกและสืบชะตาหลวง

การที่จะทำคุณงามความดี สามารถทำได้หลายอย่าง การมีงานพิธีขึ้นมา ก็เพื่อสมมติให้ได้สร้างความดี เพื่อทดสอบบารมีให้ภูมิจิตได้สูงขึ้น เป็นการขวนขวายทำความดี ปลูกพืชภายนอกให้ออกดอกออกผลเข้าสู่ภายในจิตใจ ผู้เข้าใจในสิ่งสมมติ จึงจะสามารถนำความดีเข้าสู่จิตใจได้

ตอนที่ ๑๗๙ #ธรรมะมีอยู่ทุกที่ไม่มีชนชั้น

บุคคลที่จะศึกษาธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ ต้องเป็นผู้ที่ไม่แบ่งแยกชนชั้น แบ่งหญิงหรือชาย แบ่งแยกเด็กหรือผู้ใหญ่ สูงหรือต่ำ เพราะธรรมะซ่อนอยู่ทุกที่ มีอยู่ในทุกสิ่ง จึงจะเป็นผู้สามารถเข้าถึงแก่นแท้ของธรรมได้ เป็นผู้รู้แจ้งได้อย่างแท้จริง

ตอนที่ ๑๘๐ #พุทธโอวาทสมเด็จองค์ปฐม

ในโลกนี้ มีอยู่สองสิ่งที่ให้เราเลือก คือการทำความดี และการทำความชั่ว คนจะสูงจะต่ำได้ด้วย การกระทำความดีหรือกระทำความชั่ว ไม่ใช่จากสิ่งสมมติทั้งหลายในภายนอก การกระทำจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ให้นำสิ่งสมมติทั้งหลาย มาสร้างความดี จนกว่าสิ่งสมมติดีเหล่านั้นเต็มแล้ว ค่อยปล่อยวางในสิ่งสมมติ เพื่อจะได้หลุดพ้นเข้าสู่พระนิพพาน

ตอนที่ ๑๘๑ #ตราบใดที่มีกาย

กายนี้มีสิ่งสกปรก จิตใจนี้มีกิเลสตัณหา ชีวิตนี้มีแต่ปัญหา ธรรมชาติเป็นเช่นนั้น ตราบใดที่มีร่างกาย ต้องอาบน้ำตลอดไป จิตใจนี้ชำระครั้งเดียวไม่จบ การทำคุณความดี ต้องทำตลอดไป จนกว่าจะชำระจิตใจให้หมดจากกิเลสตัณหา จึงจะดับการเกิดได้ เป็นผู้สำเร็จกิจ จิตจึงจะพักผ่อนได้ตลอดไป

พิธีเบิกพระเนตรสมเด็จองค์ปฐม

ตอนที่ ๑๘๒ ยาของพระพุทธเจ้า
วิดีโอ: https://www.youtube.com/watch?v=lg4bco2nlSo&list=PL7wm2JTW8HrLuoImr_PvtIfMIy0XJfnNI&index=181

ตอนที่ ๑๘๓ #สร้างความดีจากสิ่งสมมติ

การมีสิ่งสมมติทั้งหลาย ที่เป็นเราเป็นของเรา นำมาสร้างความดี ให้เกิดประโยชน์แก่ตนและผู้อื่น เพื่อเป็นการสละ ละวางเสียซึ่งความยึดติด ในสิ่งที่มี ที่เป็น สามารถนำสิ่งสมมติ มาทำให้เกิดวิมุตติหลุดพ้นแก่ตนได้ จึงเป็นผู้ที่มีปัญญาอย่างแท้จริง

ตอนที่ ๑๘๔ #ชายผู้ที่อยากได้เพชร

ชายคนหนึ่งได้ยินว่าเพชรนั้นเลอค่า จึงอยากได้มาครอบครอง ต้องอดทน ดิ้นรนขวนขวาย สะสมทรัพย์สินเงินทอง ยอมแลกกับทุกอย่างเพื่อให้ได้มันมา การที่เราได้ยินว่าองค์อรหันต์เป็นสิ่งมีค่า ถ้าปรารถนาเป็นองค์อรหันต์ ต้องมีความมุ่งมั่นตั้งใจ อดทน ขวนขวายยอมแลกกับทุกอย่าง เช่นเดียวกับชายผู้ที่ต้องการเพชร ย่อมมีองค์อรหันต์เกิดขึ้นสักวัน

ตอนที่ ๑๘๕ #ปลูกต้นไม้

ปลูกต้นไม้ไม่ใช่ปลูกแล้ว จะโตเลยทันที การสร้างความดีไม่ใช่จะเห็นผล ให้ได้รับทันทีมากมายมหาศาล ต้องใช้กาลเวลา ให้ดูแลรักษาทำหน้าที่ไปเรื่อยๆ เมื่อถึงเหตุถึงปัจจัย ก็จะได้รับผลของความดีที่ได้ทำไว้เอง

ตอนที่ ๑๘๖ #ผักหนึ่งมัด

หลังคาบ้านหนึ่งหลัง ถ้ามีรูรั่วที่เล็กน้อย อาจจะทำให้บ้านคุ้มแดดคุ้มฝนไม่ได้ ผักหนึ่งมัดช่วยให้อิ่มหนึ่งหรือสองมื้อ จึงทำให้ชีวิตที่สืบต่อไปได้ จึงไม่ควรมองข้ามความดีที่เล็กน้อย ซึ่งจะทำให้เป็นความดีที่สมบูรณ์ จึงจะทำให้ก้าวข้ามวัฏสงสารไปได้

ตอนที่ ๑๘๗ #สิ่งที่ถูกใจไม่ถูกใจ

มีตาจึงทำให้มองเห็น มีหูจึงทำให้ได้ยิน จึงมีสิ่งที่ถูกใจและไม่ถูกใจ ทำให้เเป็นทุกข์เพราะสิ่งที่เห็นและได้ยิน การฝึกฝนจิตใจให้มีพลังที่เข้มแข็ง เห็นสักว่าเห็น ได้ยินสักได้ยิน ไม่เห็นความแตกต่าง ในสิ่งที่เห็นในสิ่งที่ได้ยิน ด้วยการที่มีศีล ธรรม สมาธิ ปัญญา จึงจะเป็นผู้พ้นจากความทุกข์

ตอนที่ ๑๘๘ #ไฟแห่งกาลเวลา

วัฏสงสารเปรียบเหมือนบ้านหลังใหญ่ ที่มีไฟจากกาลเวลาแผดเผา ให้เสื่อมให้สลายไปอยู่ตลอดเวลา เราจะเกิดเป็นอะไรก็ตาม ก็จะมีไฟจากกาลเวลาหลอมทุกสิ่งทุกอย่าง ให้มอดไหม้หายไปตามกาลเวลา แล้วเราจะเอาอะไรมายึดถือ ว่าเป็นเราเป็นของเรา ในเมือสรรพสิ่งล้วน มลายหายไปพร้อมกับกาลเวลา

ตอนที่ ๑๘๙ #ทำปัจจุบันให้ดีก็พอ

ธรรมชาติของจิต สิ่งใดที่ผ่านไปแล้ว ชอบเก็บเอามาคิดให้ว้าวุ่น สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ชอบไปปรุงแต่งอยากให้เป็นเช่นนั้น เช่นนี้ จนจิตใจไม่สงบ ทำให้เป็นทุกข์อยู่ภายใน การฝึกจิตให้อยู่กับปัจจุบัน ระลึกรู้ถึงความไม่เที่ยงแท้ ไม่ยึดถือในสิ่งใด จึงจะพบความสงบสุขอย่างแท้จริง

ตอนที่ ๑๙๐ #คุณค่าของชีวิต

ทุกดวงจิตที่เกิดมา ไม่ว่าจะอยู่ภูมิใด ย่อมรู้เข้าใจเห็นคุณค่าในชีวิตตนเอง การที่เราเกิดอยู่ในภูมิที่สูงกว่า แล้วประมาทไม่เห็นคุณค่าของดวงจิตอื่น สร้างกรรมเบียดเบียนขึ้นมา ย่อมทำให้คุณค่าชีวิตของเราตกต่ำลงไป ด้วยการกระทำของตนเอง เพราะทุกชีวิตล้วนมีคุณค่า

พิธีเบิกพระเนตรสมเด็จองค์ปฐม

วิดีโอ: https://www.youtube.com/watch?v=rfqvnTYplK8&index=180&list=PL7wm2JTW8HrLuoImr_PvtIfMIy0XJfnNI

ตอนที่ ๑๙๑ #สะพานแก้วพระนิพพาน

เรานั้นหรือคือใคร สิ่งใดทำให้เกิด เหตุที่เกิดจากสิ่งใด ทำให้แจ้งในสิ่งนั้น ดับสิ่งนั้นให้ได้ สะพานแก้วจากพระนิพพาน จะทอดให้เราข้ามวัฏสงสาร หลุดพ้นเข้าสู่พระนิพพาน เพราะเป็นบุคคลผู้รู้แจ้งโลก ดับการเกิดได้แล้ว

ตอนที่ ๑๙๒ #เมตตาสงสารแห่งพุทธะ

พระยาธรรมิกราชได้เข้าเฝ้า ทูลถามพุทธองค์ที่ถ้ำวัวแดง เกี่ยวกับความเมตตา ซึ่งพระองค์ได้ชี้แนะ ให้มีเมตตาต้องมีอุเบกขา สงสารต้องมีขอบเขต มีปัญญาอยู่บนความถูกต้อง ต้องข้ามพ้นความสงสารที่ไม่ถูกต้อง อย่างเข้มแข็งเด็ดขาด จึงจะเป็นความเมตตาสงสารแห่งพุทธะอย่างแท้จริง

ตอนที่ ๑๙๓ #เปิดตำนานพระยาธรรมิกราช

พระยาธรรมิกราชเล่าตำนานการก่อเกิด มีที่มาอย่างไร ให้ผู้ปฏิบัติธรรมที่สวนธรรมิกราชฟัง จึงนำมาเผยแผ่ให้ญาติบุญทั้งหลายได้ฟังเช่นกัน

ตอนที่ ๑๙๔ #หล่อพระภายนอกสร้างพระภายใน

การทำความดีภายนอก ด้วยการประกอบขึ้นด้วยหินดินทรายเป็นองค์พระ ที่มีความขยัน อดทน เสียสละ สมาธิ สติปัญญาทำให้เกิดองค์พระที่สวยงาม แต่อย่าลืมสร้างให้มีองค์พระภายในจิตใจ ให้มีความสวยสง่า สว่างรุ่งเรืองด้วย จึงจะเป็นการสร้างพระอย่างแท้จริง

ตอนที่ ๑๙๕ #คำสอนหลวงพ่อสมปรารถนา

หลวงพ่อสมปรารถนาเป็นพระนามขององค์พระที่ประดิษฐานอยู่ที่สวนธรรมิกราช ท่านได้ประทานคำสอนให้ญาติบุญทั้งหลายได้ฟัง ในวันเบิกเนตร จึงได้นำมาแบ่งปันให้ญาติธรรมได้ฟังกัน

ตอนที่ ๑๙๖ #คำสอนในคืนพุทธาภิเษก

ความจริงของสรรพสิ่งที่เกิดขึ้นมา ล้วนเกิดจากกรรม จากการกระทำของตนเอง ทำให้เกิดความแตกต่าง ในฐานะ รูปร่างหน้าตา องค์ประกอบทั้งภายใน ภายนอกร่างกายและจิตใจ แต่มีความเหมือนในความทุกข์ ในการเวียนเกิดและเวียนตาย จนกว่าจะแสวงหาหนทางและดับการเกิดได้ จึงจะเป็นผู้ที่พ้นจากความทุกข์

ตอนที่ ๑๙๗ #ธรรมชาติก็เป็นเช่นนั้น

สรรพสิ่งในโลกนี้ ล้วนมีการหมุนเวียนเปลี่ยนไป พระจันทร์มีเสี้ยวมีเต็มดวง มีความสงบเป็นบางครั้ง มีวุ่นวายเป็นบางคราว บางวันมีปัญหามากมาย บางวันสุขสบาย ชีวิตมีขึ้นมีลง ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรมดา เป็นธรรมชาติเช่นนั้นเอง เมื่อเห็นเป็นธรรมดา รู้จักปล่อยวาง ก็จะพ้นจากความทุกข์

ตอนที่ ๑๙๘ #รหัสประตูพระนิพพาน

ผู้ที่ถูกคุมขังอยู่ในวัฏสงสาร ยังเวียนตายเวียนเกิด ต้องตกเป็นทาสของกิเลสตัณหา ได้รับความทุกข์ไม่จบสิ้น ตราบจนกว่า จะมีองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมา นำพระธรรมคำสอนมาชี้ทางบอกทาง ไขประตูแห่งพระนิพพาน เปิดประตูออกจากความทุกข์ ให้ดวงจิตทั้งหลายได้หลุดพ้นไปเช่นเดียวกัน

ตอนที่ ๑๙๙ #จงอยู่กับปัจจุบัน

สิ่งใดดีสิ่งไหนชั่วรู้หมดแต่อดไม่ได้ เกิดจากการที่จิตไม่มีพลังมากพอ จึงไม่สามารถอดทนต่อกิเลสตัณหา อดทนต่อสิ่งที่มาล่อหลอก ให้เราทำในสิ่งที่ไม่ดีได้ จนกว่าเราจะฝึกฝนจิตให้มีพลังสมาธิตั้งมั่น จึงจะสามารถดับความยึดติด ความลุ่มหลงในสิ่งทั้งหลายนั้นได้ ฉะนั้น จงฝึกจิตให้อยู่กับปัจจุบัน

ตอนที่ ๒๐๐ #ใจคืออะไร

ผลจากการกระทำ กรรมที่ได้สร้างก่อ ทำให้จิตได้กายมาครอง มีใจเป็นผู้ประสานเชื่อมต่อ ให้รับรู้สภาวธรรมระหว่างจิตและกาย ถ้ากายดับไป ใจก็ดับไปด้วย แต่จิตต้องไปหากายใหม่ จนกว่าจิตจะเข้าใจความเป็นจริง ตัดความยึดถือกายทั้งหมดนั้นได้ จิตจะเป็นอิสระ หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง

วิดีโอ: https://www.youtube.com/watch?v=yCBH3aWagrs&list=PL7wm2JTW8HrLuoImr_PvtIfMIy0XJfnNI&index=199

ตอนที่ ๒๐๑ #ผู้เดินตามรอยเทวทัต

คนเราเกิดมา มีทางสองเส้นให้เลือกเดิน เลือกที่จะเดินตามพระพุทธเจ้าให้ทำความดี พิจารณาดูตนเอง ว่ามีสิ่งใดที่ยังบกพร่องอยู่ ในการสร้างความดี เลือกที่จะเดินตามพระเทวทัต ให้ทำความชั่ว เพ่งโทษผู้อื่น เป็นบันไดให้ผู้ที่สร้างความดีเหยียบย่ำขึ้นไป เพราะเลือกเป็นมารในการทดสอบความดีของผู้อื่น ฉะนั้นชอบแบบไหนให้ทำตามที่ใจปรารถนาเถิด

ตอนที่ ๒๐๒ #เราเป็นเพียงผู้บอกทาง

ปากก็ปากเขา มือก็มือเขา เท้าก็เท้าเขา เราจะบอกให้เขาพูด ให้เขาทำอย่างที่เราต้องการจะได้หรือ ในเมื่อเราคิดอีกอย่าง เราก็ยังทำอีกอย่าง ให้บอกให้สอนตัวเองทำความดีก็พอ เมื่อเราทำดีแล้ว ก็ค่อยทำหน้าที่เป็นเพียงผู้บอกทาง เพราะเราไม่สามารถสั่งให้ใครเป็นไปตามใจของเรา

ตอนที่ ๒๐๓ #รอก่อน

มนุษย์เรานั้น มีข้ออ้างต่างๆมากมาย ผัดวันประกันพรุ่ง ในการสร้างความดี รอให้มีสิ่งนั้นก่อน รอให้มีสิ่งนี้ก่อน รอให้โตก่อน รอให้เรียนจบก่อน รอให้ทำงานก่อน รอให้เกษียณก่อน สุดท้ายเลยตายก่อน จึงพลาดโอกาสสร้างความดี ไม่มีบุญกุศลมาค้ำหนุน ดวงจิตจึงตกต่ำลงไป เพราะคำว่า รอก่อน

ตอนที่ ๒๐๔ #สมาธิทำให้เกิดปัญญา

ดวงจิตที่บริสุทธิ์ ถูกความรัก โลภ โกรธ หลงครอบจิตเอาไว้ มีกายครอบอีกชั้นหนึ่ง ทำให้ไม่รู้ตามความเป็นจริง ว่าตนเป็นใคร จนกว่าจะทำให้จิตอยู่นิ่งๆ เติมพลังสมาธิเข้าไป จิตจะสว่าง เกิดสติปัญญา รู้แจ้งตามความเป็นจริง ด้วยตัวของเราเอง

ตอนที่ ๒๐๕ #การชนะกิเลสตัณหา

บุคคลใดที่ต้องการดับความทุกข์ ต้องเอาชนะกิเลสตัณหาให้ได้ ซึ่งจะต้องรักษาศีลห้าให้ได้ เพราะศีลข้อที่หนึ่ง เว้นจากการฆ่า จะละในความโกรธ ศีลข้อที่สอง เว้นลักทรัพย์ จะละในความโลภ ศีลข้อที่สาม เว้นจากการผิดประเวณี จะละความรัก ศีลข้อที่สี่ เว้นจากการพูดปด และศีลข้อห้า เว้นจากดื่มสุราเมรัย จะละในความหลง เมื่อรักษาศีลห้าได้ ชัยชนะต่อกิเลสตัณหา จะปรากฏไม่เกินเจ็ดชาติอย่างเที่ยงแท้

ตอนที่ ๒๐๖ #มั่นคง

รถเรือ บ้านช่อง ต้องสร้างให้แข็งแรงมั่นคง เพื่อปลอดภัยในร่างกาย การทำความดีเพื่อหวังพระนิพพาน ก็ต้องมั่นคงในศีล มั่นคงในธรรม มั่นคงในสมาธิ มั่นคงในปัญญาอยู่เสมอ จึงจะมีสิ่งนำพาดวงจิตให้ไปสู่ความพ้นทุกข์ อย่างมั่นคง

ตอนที่ ๒๐๗ #เรือสายพระนิพพาน

เรือสายพระนิพพาน ผู้ที่ปรารถนาจะอาศัยเรือลำนี้ไป ต้องรักษาศีลให้ได้ เพื่อไม่ให้มีเชือกผูกมัดรัดเรือเอาไว้ เป็นบ่วงกรรมคอยขวางขัดของการเดินทาง จะต้องมีธรรมคำสอนของผู้ไปถึงก่อน เป็นแผนที่การบอกทาง จะต้องมีสมาธิเป็นพลัง และแสงสว่างของการเดินเรือไป ต้องมีสติปัญญารู้จักการแก้ไขปัญหาในการเดินทาง จึงจะนำเรือเข้าถึงฝั่ง ไม่อับปางก่อนถึงพระนิพพาน

ตอนที่ ๒๐๘ #โรคที่หนีไม่พ้น

เชื้อรัก โลภ โกรธ และหลง เป็นเชื้อโรคที่คอยทำให้ดวงจิต ต้องป่วยเป็นโรคเกิด โรคแก่ โรคเจ็บ และโรคตาย ไม่มีใครหนีพ้น ตราบใดที่ยังไม่ทำลายเชื้อโรคเหล่านี้ ให้สิ้นไปจากจิตใจ ให้ได้รับความหลุดพ้น เช่นเดียวกับพระอรหันต์ทุกพระองค์ ที่ท่านได้หายขาดจากโรคเหล่านี้แล้ว

ตอนที่ ๒๐๙ #ผู้พิพากษา

สิ่งทั้งหลายในโลกนี้ มีสิ่งปกปิดซ่อนเร้นเอาไว้มากมาย ทำให้เราไม่รู้ ไม่เข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง ฉะนั้น ไม่ควรไปพิพากษาใคร ตัดสินสิ่งใดว่าจริง ไม่จริง ตราบใดที่เรา ยังไม่รู้แจ้งโลกแจ้งจักรวาล จะทำให้เกิดบาปกรรมและเสียเวลา ไม่เกิดประโยชน์สิ่งใดกับเราเลย

ตอนที่ ๒๑๐ #อย่ากังวลจนเกินไป

การจะทำสิ่งใดก็ตาม ให้ทำจิตให้เป็นกลาง ทำใจให้ว่าง ไม่ต้องคิดมากจนเกินไป ทำจิตให้เป็นสมาธิ เพื่อให้เกิดสติและปัญญา จึงจะเข้าใจปัญหา รู้ถึงความเป็นจริง งานจึงจะสำเร็จ สามารถผ่านอุปสรรคปัญหา ด้วยการระลึกรู้ ทำในปัจจุบันให้ดีก็พอ

วิดีโอ: https://www.youtube.com/watch?v=GFPhYeKWiIY&list=PL7wm2JTW8HrLuoImr_PvtIfMIy0XJfnNI&index=209

ตอนที่ ๒๑๑ #ยกจิตให้อยู่เหนือสมมุติ

ความจริงของชีวิต ถูกปกปิดความจริงเอาไว้ มีสิ่งที่มาล่อหลอก ลวงตาลวงใจ มีสิ่งสมมุติทั้งหลายให้ศึกษาและจดจำ มีสิ่งที่ทำให้เป็นสุขและรับทุกข์ จากกฎของกรรม ยกจิตขึ้นไป ด้วยการไม่สร้างความชั่วใหม่ อดทนเอาไว้ในสิ่งไม่ดีทั้งหลายที่เข้ามา ทำความดียิ่งๆขึ้นไป จิตจะได้อยู่เหนือความทุกข์ อยู่เหนือสมมุติทั้งปวง

ตอนที่ ๒๑๒ #แค่เป็นบททดสอบ

การเดินทางของชีวิต ย่อมมีสิ่งเป็นอุปสรรคปัญหา มีความดีและงดงาม เข้ามาในชีวิตเสมอ ไม่ว่าเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดี ล้วนมีสิ่งที่แอบแฝงซ่อนอยู่ในนั้น เพื่อทดสอบความดี คัดกรองความดีออกจากความชั่วเท่านั้น ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น จงรักษาความดีให้มั่นคง จึงจะทำให้เรานั้นผ่านบททดสอบ จะได้ไม่เป็นทุกข์อีกต่อไป

ตอนที่ ๒๑๓ #ความเป็นจริงที่ซ่อนอยู่ในเรา

ความเป็นจริงสิ่งที่สมมติเป็นเรานั้น มีกายและจิต กายซ่อนธาตุดินน้ำลมไฟ ภาระหน้าที่ในการดูแลกาย ความทุกข์เสียดแทงในกาย มีความต้องการ มีความรัก โลภ โกรธ หลง มีความรู้สึกสุขทุกข์ ที่ซ่อนอยู่ในจิต ยกจิตให้อยู่เหนือ ความรู้สึกสุขทุกข์ ความต้องการ ความรักโลภโกรธหลง สลายความยึดติดในกายได้ ก็จะพบความเป็นจริงที่ซ่อนอยู่ในเรา

สายปฏิบัติธรรม สัมมาสัมพุทธะ ปัจฉิมาสัมพุทธะเกิดขึ้นมาได้อย่างไร พระยาธรรมิกราชเป็นใคร
พุทธอุทยานภูสวรรค์ ได้ถูกจัดวางเอาไว้ เป็นสถานที่เจียระไนดวงจิต ในทุกระดับชั้น มีเครื่องขัดเกลา ชำระกิเลส ตัณหา แนวทางปฏิบัติ สายสัมมาสัมพุทธะ ปัจฉิมาสัมพุทธะ หลักสูตร ค้นหาตัวตน เพื่อจะได้รู้หน้าที่ของตน ให้ทำหน้าที่ให้สำเร็จ เสร็จกิจ ก่อนที่จะหมดเวลา เพื่อดับการเกิด จะได้พ้นจากความทุกข์

ที่มา: https://www.google.com/url?sa=t&source=web&rct=j&url=https://sites.google.com/site/prayadham/buddha-dhamma-1&ved=2ahUKEwiOnP-5x93pAhVEJHIKHVRgDjIQFjAEegQIARAB&usg=AOvVaw2SVLa-EW_5R75jC4oCtlsV

เผยแพร่: สุริยะ มหาสติ ( พร โอษฐ์พิมพ์ ) PhonChai AotPhim

ขอบคุณ: สายปฏิบัติธรรม สัมมาสัมพุทธะ ปัจฉิมาสัมพุทธะ

Featured

ธรรมะกับชีวิตประจำวัน : “พลังรัก” พลังแห่งความสุขสงบเย็น


ธรรมะกับชีวิตประจำวัน : “พลังรัก” พลังแห่งความสุขสงบเย็น
เผยแพร่: 3 เม.ย. 2560 11:37   โดย: MGR Online
มีคำกล่าวว่า

“บ้านใดมีจิตตภาวนา มีเมตตา
เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย ที่ได้มาอาศัย
ย่อมเกิดความร่มเย็นเป็นสุข
จะมีเทพเทวดามาอยู่ ป้องกันภัย
ให้ความร่มเย็นเป็นสุข ไม่เร่าร้อนจิตใจ
ถึงแม้บ้านเรือนนั้นจะมุงด้วยหลังคาแฝกก็ตาม
ก็จะมีแต่ความสุข หามีความเดือนร้อนไม่…”

ความสุข สงบ เย็น ไม่อาจไปถึงได้ด้วยคำตัดสินถูกผิดแต่ไปถึงได้ด้วยพลังแห่งรักอันไร้เงื่อนไข ภาษาธรรมะเรียกว่า“เมตตา”บ้านเรือนใดครอบครัวใด คอยตั้งแง่จ้องแต่จะจับผิดกันรับรองได้ว่า บ้านนั้นครอบครัวนั้น อยู่กันไม่ยืดปราศจากความสุขเพราะแท้จริงแล้ว ภาวะความสุขสงบเย็นนั้นมีแต่ความรักความเมตตาปรารถนาดีต่อกันเท่านั้น ที่นำเราทะยานไปสู่จุดนั้นได้

เหตุที่โลกทุกวันนี้เต็มไปด้วยความเร่าร้อนสับสนวุ่นวายเกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ก็เพราะมนุษย์ขาดความรักความเมตตาต่อกัน ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่าเราไม่ได้มาที่นี่เพื่อความถูกต้อง แต่เรามาที่นี่เพื่อความสุขสงบสันติ หรือที่พระพุทธองค์เรียกว่า “นิพพาน”

และ​เมื่อใดที่หัวใจเต็มเปี่ยมไปด้วยเมตตามันจะเอ่อล้นออกมาเป็นการให้อภัย ปล่อยวาง อโหสิกรรม แม้ว่าผู้นั้นจะคิดร้ายต่อเราด้วยพลังงานลบอย่างไรก็ตาม แต่พลังงานลบเหล่านั้นไม่สามารถทำอันตรายเราได้ เหมือนผู้ก่อการร้ายที่เอาระเบิดไปขว้างใส่พระพุทธรูป แต่ปรากฏว่าระเบิดด้าน เหมือนของขวัญที่ถูกตีกลับส่งคืนเจ้าของ เพราะปลายทางไม่มีผู้รับ หรือเหมือนการตบมือข้างเดียว ซึ่งตบอย่างไรก็ไม่ดัง แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ในส่วนลึกของจิตใจเรามันต้องเอ่อล้นเต็มไปด้วยความรักความเมตตาปรารถนาดีต่อผู้อื่นแล้ว

เช่นเดียวกันหากภายในตัวเราปราศจากความรักความเมตตา เราก็จะไม่สามารถส่งมอบความรักความเมตตาออกมาให้กับใครได้ เพราะความรักความเมตตามันไม่ได้มีอยู่ภายในตัวเรา หรือมีแต่ก็น้อยเกินไป ดังนั้น หลายครั้งที่บางคนบ่นว่า แผ่เมตตาก็แล้ว ให้ความรักก็แล้ว แต่ทำไมยังโดนหมากัด แมวข่วน คนข้างบ้านรุมประณาม อะไรอีกสารพัด นั่นก็เพราะว่าภายในตัวยังไม่มีความรักความเมตตาเป็นพลังงานหล่อเลี้ยงอยู่ในจิตใจ

สมัยที่หลวงพ่อฤาษีลิงดำแห่งวัดท่าซุงยังมีชีวิตอยู่ เคยมีพระบวชใหม่เข้าไปถามท่านว่า

“เวลาเข้าป่าไปเจอเสือโคร่งแล้วแผ่เมตตาให้เสือจะกินไหม?”

หลวงพ่อตอบว่า “ถ้ามีเมตตาแล้วคุณแผ่เมตตาให้ เสือออกไปเสือไม่กิน แต่ถ้าเมื่อใดที่คุณไม่มีเมตตา แล้วไปแผ่ให้ เสือกินคุณทันที เพราะมันไม่ได้รับเมตตา”

เมตตา คือ พลังรัก เป็นพลังความรักที่บริสุทธิ์อยู่เหนือเงื่อนไขข้อจำกัดทางด้านเนื้อหนัง เป็นความรัก ความปรารถนาที่จะให้คนอื่นได้รับประโยชน์และมีความสุข มันจะเกิดขึ้นได้ด้วยการให้อภัยเป็นทาน สังเกตได้จากเครื่องชี้วัด คนที่มีเมตตาอยู่ในตัวมากๆ สัตว์เดรัจฉานมักจะเข้าใกล้ เทวดาและมนุษย์จะชอบอยู่ใกล้ ใครๆก็อยากไปหา ลองนึกถึงพระป่าบางรูปผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แค่เข้าไปอยู่ใกล้ท่าน ไม่จำเป็นต้องพูดคุยอะไรด้วยเลยเราก็จะรู้สึกได้ถึงความสุขสงบเย็นที่แผ่ออกมาจากตัวท่านพระที่มีคุณธรรมแบบนี้เรารู้กันดีว่า “เมตตาท่านสูง”

ในต้นพุทธกาลมีภิกษุรูปหนึ่งถูกงูกัดถึงแก่มรณภาพเพื่อนภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้เข้าไปกราบทูลพระพุทธเจ้าพระองค์ตรัสว่า “นั่นเป็นเพราะภิกษุรูปนั้นคงมิได้แผ่เมตตาจิตให้กับพญางูทั้ง๔ตระกูลถ้าภิกษุนั้นแผ่เมตตาจิตให้กับพญางูทั้งสี่ตระกูลนั้นเธอก็จะไม่ถูกงูกัดถึงแก่ความตาย”

เราทุกคนสามารถเจริญเมตตาให้เกิดมีขึ้นในตัวเองได้ด้วยวิธีปล่อยวางอโหสิกรรม ไม่ผูกโกรธไม่จองเวร พร้อมที่จะให้อภัย ใครเขาทำให้เดือดเนื้อร้อนใจ ใครเขาแกล้งให้เจ็บช้ำ เราก็ให้อภัยช่างมันเถอะๆอโหสิกรรมให้กัน

ฝึกให้อภัย อโหสิกรรมแบบนี้ไปเรื่อยๆ สั่งสมมากเข้าๆ อีกหน่อยระดับพลังงานความรักความเมตตาในตัวเราจะเพิ่มสูงขึ้นโดยที่เราสามารุรู้ได้ด้วยตัวเองว่า ถ้ามีเมตตาจริงต้องไม่โกรธไม่เบื่อหน่ายไม่หงุดหงิดใครทำได้เช่นนี้แสดงว่าในจิตวิญญาณนั้นมีเมตตาสั่งสมอยู่ถึงตรงนี้เมื่อเราแผ่เมตตาออกไป สรรพสัตว์ก็จะรับรู้ได้ และการแผ่เมตตาหรือจะอธิษฐานอะไรก็แล้วแต่ มันจะบังเกิดผลมีอานุภาพมาก

ในสมัยที่พระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ในชาตินั้นพระโพธิสัตว์เกิดเป็นปลาช่อนอาศัยในบึงใหญ่ อยู่มาปีหนึ่งเกิดภาวะแห้งแล้งฝนไม่ตกทำให้น้ำในบึงแห้งขอด ปลาก็เลยมารวมกันในแอ่งเล็กๆ ที่ตื้นเขิน เป็นเหตุให้ถูกพวกนกกระยางนกกา นกชนิดอื่นๆจับกินได้อย่างง่ายดาย ปลาเล็กปลาน้อยไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เลยพากันไปหาปลาช่อนตัวใหญ่ที่อยู่ใต้โคลนไปบอกปลาช่อนให้ช่วยด้วยเถอะ ตอนนี้พวกเราถูกนกกาจับกินจะหมดแล้ว

ปลาช่อนเกิดสงสารแต่ตัวเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไร แต่เห็นว่าเพื่อนปลาด้วยกันมาขอร้องให้ช่วยก็จะลองดู จึงโผล่จากดินโคลนขึ้นมาแล้วพูดขึ้นว่า

“ท่านเทวดาผู้บันดาลฝนข้าพเจ้าแม้จะเกิดในตระกูลของสัตว์เดรัจฉาน จำเป็นต้องกินสัตว์เล็กสัตว์น้อยเป็นอาหารแต่ข้าพเจ้านั้นมีเมตตาต่อพวกสัตว์เหล่านี้จึงงดเว้นไม่กิน จะกินก็แต่พวกพืชพวกสาหร่าย นี่คือสัจจะความจริงที่ข้าพเจ้าถือปฏิบัติขออ้างเอาสัจจะนี้อธิษฐาน ขอให้ท่านเทวดาจงบันดาลฟ้าร้องฝนตก แล้วทำให้พวกเรารอดพ้นจากการถูกพวกนกกาเบียดเบียนด้วยเถิด”

เท่านั้นแหละเทวดาร้อนรนทนเฉยอยู่ไม่ได้ จึงบันดาลให้เกิดฟ้าร้องฝนตกใหญ่ลงมามากขึ้นๆ บึงใหญ่ก็เต็มไปด้วยน้ำ ปลาเล็กปลาน้อยก็รอดพ้นอันตรายจากนกกา

จับคติเอาประโยชน์จากชาดกเรื่องนี้ “เพราะปลาช่อนมีเมตตา จึงสามารถอ้างเอาเมตตามาเป็นสัจจะในการอธิษฐาน แล้วก็อธิษฐานขอฝนได้สำเร็จ”

หรือแม้แต่พระสุวรรณสามโพธิสัตว์ ชาดกในสิบชาติสุดท้ายก่อนตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าชาตินั้น พระสุวรรณสามบำเพ็ญเมตตาบารมีแม้จะโดนลูกศรอาบยาพิษยิงเสียบอก แต่ท่านก็ไม่โกรธคนยิง ในที่สุดด้วยอานุภาพแห่งเมตตาบารมี ก็ทำให้พระสุวรรณสามฟื้นขึ้นมาได้อีกครั้งอย่างปลอดภัย

เหตุนี้เองพระพุทธเจ้าจึงตรัสแนะนำให้เราทั้งหลายเจริญเมตตา แผ่เมตตา ให้กับสรรพสัตว์เป็นประจำ ทำบ่อยๆ สะสมเข้าไว้มากๆ เพราะเหล่าสรรพสัตว์จะรับรู้ได้ถึงความสุขสงบเย็นที่เราแผ่ออกไป จำไว้ว่า…

“การทำผิดเป็นเรื่องของมนุษย์​การให้อภัยเป็นเรื่องของเทวดา
โลกนี้ไม่มีใครไม่เคยทำผิด
และก็ไม่มีใครชั่วเกินจะให้อภัย”

  • (จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 196 เมษายน 2560 โดย ทาสโพธิญาณ)

แหล่งข้อมูล:
https://mgronline.com/dhamma/detail/9600000033707

https://wordpress.com/read

Featured

พระกฤษณะเป็น อวตารปางหนึ่งของพระนารายณ์


พระกฤษณะเป็น อวตารปางหนึ่งของพระนารายณ์

พระกฤษณะเป็น อวตารปางหนึ่งของพระนารายณ์ในคัมภีร์ปุราณะ มหากาพย์รามายณะ มหาภารตะ และตำนานเก่าต่างๆ ของอินเดีย รวมถึงคัมภีร์ทางศาสนาฮินดูอื่นๆ ได้บันทึกและกล่าวถึงไว้ว่า พระวิษณุเทพได้อวตารลงมาเพื่อปราบยุคเข็ญให้แก่เหล่ามวลมนุษย์ทั่วไป ในช่วงเหตุการณ์โลกเกิดกลียุคและเกิดความไม่สงบสุขจากเหล่าอสูร จึงทรงอวตาลลงมาในปางต่างๆ ซึ่งปางพระกฤษณะเทพ คือปางที่ 8 ในการอวตาร10 ปาง ของพระวิษณุเทพ นั่นเอง ลัทธิไวษณพนิกาย กล่าวไว้ว่าพระกฤษณะเกิดมาเพื่อทำลายอสูร ชื่อกังสะ ซึ่งเป็นลุงของพระกฤษณะเอง อสูรกังสะตนนี้ปลอมตัวมาเป็นกษัตริย์นามว่า อุคราเสน แห่งเมืองมถุรา และได้ใช้อำนาจแย่งชิงมเหสีจากกษัตริย์ (องค์จริง) มาโดยมิชอบ และมเหสีก็ทรงไม่ทราบว่าเป็นอสูรที่แปลงกายมาเป็นสวามีของตนอสูรกังสะ เมื่อขึ้นครองเมืองก็สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนทั่วไป ต่อมาเมื่อพระวิษณุเทพทรงทราบถึงความเดือดร้อนของประชาชน จึงทรงอวตารมาในปางพระกฤษณะเพื่อปราบอสูรกังสะตนนี้

พระกฤษณะนั้นเป็นบุตรของ พระวสุเทพ(โอรสท้าวศูรราช)และนางเทวกี (บุตรีท้าวอุคระเสน) ในนครมถุรา เมื่อหมดสมัยของท้าวศูรราชท้าวอุคระเสนก็ปกครองเมืองมถุราต่อ แต่พญากงส์ บุตรของท้าวอุคระเสน ได้เป็นกบฏ ถอดท้าวอุคระเสนแล้วขึ้นปกครองเสียเอง ครั้งเมื่อนางเทวกีตั้งครรภ์มีโหรทำนายว่า ทารกในครรภ์นั้น จะเป็นผู้วิเศษมาเกิด พญากงส์จึงจับนางเทวกีและพระวสุเทพขังเอาไว้ เมื่อครบกำหนดคลอดก็ให้ฆ่าทารกเสีย ทำเช่นนี้อยู่ 6 ครั้ง จนถึงครั้งที่8 เทวดาได้ย้าย ทารกไปไว้ในครรภ์ นางโหริณีมเหสีฝ่ายซ้ายของพระวสุเทพ ทารกนี้มีนามว่า พระ กฤษณะ มีกายสีดำ มีลักษณะของมหาบุรุษเพียบพร้อม พระวสุเทพจึงนำกุมารนี้ไปฝากโคบาล( ผู้เลี้ยงวัว ทำปศุสัตว์ )ชื่อนันทะ และนางยโศธา แล้วเอาทารกของนาง ยโศธาเปลี่ยนตัวแทนแต่พญากงส์ทราบเข้าจึงสั่งให้ฆ่าทารกเสียทั้งหมดแล้วให้ราชบุรุษจับตัวพระกฤษณะมาให้ได้

นันทะและนางยโศธาจึงพาพระกฤษณะ ไปอยู่ที่ตำบล พฤนทาพน พระกฤษณะจึงเติบโตท่ามกลางหมู่โคบาล และให้ความอนุเคราะห์เหล่าโคบาลนี้ ระหว่างนั้นได้แสดงปาฏิหารย์มากมาย อย่างเช่น ยกภูเขาโควรรธนะ จนสามารถมีชัยเหนือพระอินทร์ จนได้ชื่อว่า อุเปนทร = ดีกว่าพระอินทร์ รวมถึง ปราบพญานาค กาลียะ ฯลฯ ญากงส์พยายามที่จะสังหาร พระกฤษณะหลายครั้ง ในที่สุดพญากงส์เชิญให้ไปเล่นสรรพกิฬาในเมืองมถุรา พญากงส์ได้วางตัวมวยปล้ำที่เก่งที่สุดเอาไว้เพื่อกำจัดพระกฤษณะ โดยเฉพาะ แต่พระกฤษณะสามารถเอาชนะได้และได้ฆ่าพญากงส์ตาย จากนั้นจึงพระเจ้าอุคระเสนขึ้นครองเมือง
พิธีการบูชา ชาวฮินดู ลัทธิไวษณพนิกาย เชื่อว่าพระกฤษณะเทพ คือเทพแห่งความรักเสียงเพลงและการรำฟ้อน พิธีการบูชา ผู้นับถือจะบูชาพระกฤษณะเทพโดยจัดให้มีการแสดงระบำราศสีลา ถวายพระองค์ ซึ่งระบำราศสีลาเป็นการ ถ่ายทอดมาจากช่วงวัยหนุ่มของพระกฤษณะ ในขณะเต้นรำกลางแสงจันทร์กับหมู่หญิงเลี้ยงโคกลาง ทุ่งหญ้า อันกว้างใหญ่ในพิธีบูชาการแสดงนี้จะแสดงตั้งแต่ช่วงเย็นจนถึงกลางคืน จะเต้นรำกลางลานกว้าง คัมภีร์พราหมณ์ กล่าวถึงว่า ในเทศกาลโฮลี่นอกเหนือจากการบูชาพระกามเทพแล้ว ชาวฮินดูบางแคว้น เชื่อว่าต้นกำเนิดเทศกาลโฮลี่นี้ เกี่ยวข้องกับพระกฤษณะซึ่งเป็นปางอวตารของพระวิษณุ เทศกาลโฮลี่ คือพิธีเพื่อระลึกถึงพระกฤษณะที่รบชนะนางยักษิณี นามว่า ปุตนะ เรื่องเล่าไว้ว่าในช่วง พระกฤษณะยังเยาว์วัยอยู่ อสูรนามว่า กังสะ ผู้เป็นลุงต้องการฆ่าพระองค์จึงสั่งให้นาง ยักษิณีปุตนะฆ่าเด็กที่มีอยู่ให้ตายทั้งหมด นางยักษิณีปุตนะจึงแปลงกายเป็นมนุษย์เพื่อจับเด็กทั้งหลายมาฆ่าทิ้งจนเมื่อเดินทาง จนพบกับพระกฤษณะ พระกฤษณะทรงทราบว่าเป็นนางยักษิณีแปลงกายเป็นมนุษย์จึงเข้าต่อสู้ได้รับชัยชนะ หลังจากนั้นพระองค์จึงฆ่านางยักษิณีตนนี้ และนำเลือดของนางมาเป็นอาหาร พิธีกรรมการบูชา ชาวเมืองมถุราจะทำหุ่นจำลองขนาดใหญ่ของนางยักษิณีปุตนะ สร้างจากโครงไม้ไผ่ติดกระดาษนำมาทาสี และนำไฟเผาหุ่นนั้น โดยมีการร้องรำทำเพลง และนำสีฝุ่นมาสาดกันอย่างสนุกสนาน และมีการจุดไฟกองใหญ่เพื่อรำลึกถึงเหตุการณืที่พระกฤษณะรบชนะนางยักษิณีปุตนะ

ตำนานความเป็นมาของชื่อ “กฤษณา” จากคัมภีร์ตรีมูรติ ซึ่งศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เป็นศาสนาที่เก่าแก่มากที่สุด

หลักคัมภีร์ตรีมูรติ เกิดขึ้นเมื่อประมาณ พุทธศักราช 800 โดยพราหมณ์ได้แบ่งหน้าที่ ให้ดังนี้

1.พระพรหม เป็นเทพผู้สร้าง คือสิ่งสมบูรณ์สูงสุด ควบคุมทุกอย่างในจักรวาล สร้างสรรพสิ่งในจักรวาล พระพรหมจึงมีฐานะเป็นเทพเจ้าสูงสุดมีพระมเหสี ชื่อ “พระสรัสวดี”

2.พระวิษณุ (พระนารายณ์) เป็นเทพผู้รักษา ภาพพระวิษณุนิยมทำเป็นรูป 4 กร ทรงตรีขรรค์ คฑา จักร และสังข์ มีชายา ชื่อ พระลักษมี พระวิษณุ ได้ลงมาอวตารเป็นผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับโลกที่ผ่านมามี 9 ปาง ปางที่ 7 คือพระราม ปางที่ 8 คือ ปางกฤษณะ (เกิดมาปราบคนชั่ว) และปางที่ 9 คือปางพระพุทธเจ้า( สถาปนาศาสนาพุทธ) ปางอวตารเป็นพระพุทธเจ้าของพระวิษณุ ซึ่งพราหมณ์มิอาจหยุดความรุ่งเรืองของพระพุทธเจ้าได้ จึงนำเข้ามาเป็นหลักในศาสนา เพื่อการยอมรับและไม่มีความแตกแยกในสังคมศาสนาในอดีต

3.พระศิวะ (พระอิศวร) เป็นเทพผู้ทำลาย ภาพพระศิวะ นิยมทำเป็นรูปฤาษีนุ่งห่มหนังสัตว์ประทับนั่งบนหนังเสือ มี 4 กร ถือ ตรีศูล ธนู ห้อยพระศอด้วยประคำหัวกะโหลก มีงูเป็นสังวาล มีพระมเหสี คือ พระแม่อุมาเทวี หลักตรีมูรติจึงมีผู้สร้าง ผู้รักษา และ ผู้ทำลาย เป็นการจำลองให้เห็นถึงสังคมมนุษย์ว่าโดยภาพรวมย่อมมีบุคคลสามประเภทที่ปะปนอยู่

พระรูปของพระกฤษณะ มีลักษณะผมมุ่น เสียบดอกไม้ พระหัตถ์ข้างหนึ่งถือดอกบัว อีกข้างหนึ่งถือขลุ่ย ที่ทำจากไม้ชนิดหนึ่ง ในบรรดาเทพเจ้าของชาวฮินดู พระกฤษณะทรงมีความเป็นมนุษย์มากที่สุด ตั้งแต่การดำเนินชีวิตในวัยเด็ก จนทรงเจริญวัยมากขึ้นในที่สุดพระกฤษณะก็กลายเป็นนักปราชญ์ ผู้ปราดเปรื่องในรูปแบบการบูชาแรก ๆ ของศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู มีความสัมพันธ์กันมากระหว่างพืชพันธุ์กับแก่นของความศักดิ์สิทธิ์ ในตำนานมีการใช้ที่นั่งและแท่นดอกบัวกันมาก เทพหลาย ๆ องค์ต่างก็อยู่บนที่นั่งหรือแท่นดอกบัว ซึ่งดอกบัวเปรียบดั่งดวงอาทิตย์เนื่องจากดอกบัวจะบานและหุบตามเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นและตก ดังนั้นในสมัยฮินดูโบราณจึงกล่าวว่า ดอกบัวเป็นที่อยู่อาศัยของพระอาทิตย์ การใช้สัญลักษณ์ดอกบัว แสดงให้เห็นถึงอะไรที่อยู่เหนือมนุษย์ หรือการเกิดที่ศักดิ์สิทธิ์ ดอกบัวที่งดงามมิได้เกิดจากพื้นดินที่ต่ำต้อยหากแต่เกิดจากผิวน้ำที่บริสุทธิ์เสมอ ไม่มีมัวหมอง ชาวฮินดูนำเมล็ดดอกบัวมาทำเป็นลูกประคำถือว่าดอกบัวแทนการกำเนิดที่เหนือธรรมชาติที่เป็นสิ่งแรกที่กำเนิดจากน้ำในสมัยโบราณและเป็นสัญลักษณ์แทนความบริสุทธิ์ที่ศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง

ในทางศาสนาพุทธ ประวัติของพระพุทธศาสนาโดยรวม ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู จากประวัติได้กล่าวไว้ว่า เมื่อพระโพธิสัตว์หลังจากเสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดรอันเป็นชาติสุดท้าย ก็ไปจุติไปประทับอยู่สวรรค์ชั้นดุสิต เมื่อ ประทับที่สวรรค์พอสมควรแล้ว เทพเทวดาในสวรรค์ทุกชั้นจึงอารธนาให้มาจุติในโลก เพื่อตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรับอารธนา จากตำนานอินเดียในอดีตได้กล่าวไว้ว่าเมื่อประสูติ พระหัตถ์ข้างหนึ่งถือดอกบัวเช่นเดียวกับพระกฤษณะ พระหัตถ์อีกข้างหนึ่งถือไม้กฤษณา เป็นการแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลแนวคิดทางศาสนา

นอกจากนี้ในวรรณคดีไทย เรื่อง “กฤษณาสอนน้องคำฉันท์” เป็นวรรณคดีที่มีมานานตั้งแต่สมัย

กรุงศรีอยุธยาตกทอดมาถึงรัชสมัยรัชกาลที่ 3 แห่ง กรุงรัตนโกสิน ทรงโปรดให้แต่งใหม่ทั้งหมดโดย สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมสมเด็จพระปรมานุชิตโนรส จนถึงปี พ.ศ. 2377 อันเป็นปีที่พระองค์ทรง ปฎิสังขรวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามเสร็จเรียบร้อย โปรดเกล้าให้จารึกความรู้แขนงต่าง ๆ บนแผ่นหินอ่อน ประดิษฐานไว้ รวมทั้งเรื่องกฤษณาสอนน้องคำฉันท์

รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย ที่มาของวรรณคดี เรื่องกฤษณาสอนน้องคำฉันท์เป็นพระองค์

แรกว่ามีที่มาจากประเทศอินเดียวทำให้สามารถติดตามเรื่องกฤษณาสอนน้องคำฉันท์ไปจนถึงที่สุดซึ่งคือบรรพหนึ่งของมหากาพย์มหาภารตะที่เป็นรากฐานของอารยธรรมตะวันออก ที่ประพันธุ์โดยฤาษีวยาส ในศาสนาพราหมณ์ ในเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับ พระกฤษณะ และ พระนางกฤษณา

คำว่า “กฤษณะ” หมายถึงผู้ที่มีผิวดำ ส่วน “กฤษณา” จะหมายถึง เนื้อไม้ส่วนที่มีสีดำสะสมเป็นสารกฤษณา

จากตำนานต่าง ๆที่เกิดขึ้นในประเทศอินเดีย ในทางพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์ – ฮินดูที่กล่าวถึงคำว่ากฤษณาหลาย ๆ เรื่องพอที่จะกล่าวไว้ว่า กฤษณาเกี่ยวข้องกับคำว่า กฤษณะ หรือมาจากคำว่า“กฤษณะ” เทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู เป็น เทพผู้รักษา ซึ่งในศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู และ ศาสนาพุทธ จึงให้ความเคารพไม้กฤษณาว่าเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ต้องปกป้องรักษาไว้รวมทั้งในศาสนาอิสลามและศาสนาคริสต์ จึงมีการใช้ไม้กฤษณาในพระราชพิธีต่าง ๆ เมื่อไม้กฤษณาเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์จึงไม่สมควรตัดไม้กฤษณาทำลายป่าอีกต่อไป

เพราะเป็นทรัพย์ของแผ่นดิน หากไม่ปลูกทดแทน ทรัพย์สินที่ได้มา จะกลับคืนสู่แผ่นดินในที่สุดสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จึงเป็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ในจิตใจของมนุษย์อย่างชัดเจนเป็นแรงศรัทธาที่พร้อมจะโน้มน้าวหรือชักจูงให้มนุษย์กระทำอะไรก็ตาม ตามความฝันของตัวเองจนบรรลุผลสำเร็จ การเผ้ามองสิ่งที่เกิดในธรรมชาติเช่นกฤษณาอย่างละเอียดอ่อนแล้วแสดงความเคารพเพื่อให้ชีวิตเกิดสมดุลที่จะดำรงอยู่และเป็นเครื่องมือสำคัญในการยึดเหนี่ยวจิตใจ และความเชื่อมั่นของคนมาโดยตลอดการปลูกไม้กฤษณาจึงถือเป็นสิริมงคลของชีวิตเสมือนการจุดธูปหลายล้านดอก และสมควรที่จะใช้ประโยชน์จากไม้กฤษณาปลูกเท่านั้นเพราะปัจจุบันไม้กฤษณาปลูกสามารถกระตุ้นให้หลั่งสารกฤษณาได้เร็วกว่าที่เกิดในธรรมชาติถึง 10 เท่ามีศักยภาพสูงมากพอในเชิงเศรษฐกิจ

แหล่งเก็บข้อมูล
https://sites.google.com/site/vicewyv/phra-kvsna

Featured

แดนเกิดสายที่ห้าได้แก่พระนิพพาน


แดนเกิดสายที่ห้า ได้แก่พระนิพพาน แดนนี้เป็นเขตที่รู้เรื่องกันยากมาก เพราะนักปราชญ์ สมัยนี้ถือว่า “นิพพานสูญ”กันเป็นประเพณีไปแล้ว ขอบอกไว้ย่อๆ ว่า คนที่จะถึงพระนิพพานได้นั้นต้องมีความ บริสุทธิ์ ๑๐ อย่างคือ
๑)ไม่เมาในตัวเองหรือสัตถุต่างๆ ที่คิดว่าเป็นสมบัติของตน รู้สึกเสมอว่าจะต้องตายและพลัดพรากจาก ของรักของชอบใจแน่นอน ไม่มีอะไรที่จะมาห้ามความตายและความพลัดพรากได้ ทำจิตใจเป็นปกติเมื่อความตายมาถึง หรือเมื่อต้องพลัดพรากจากสิ่งที่ตนรัก
๒)ไม่สงสัยในคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ทรง สอนตามความเป็นจริง ทุกอย่างในโลกนี้ไม่ว่าสิ่งที่มีชีวิตต้องทำลาย ตัวเองลงในเมื่อกาลเวลามาถึง ไม่มีอะไรทรงสภาพเป็นปกติอยู่ได้ ใครทำความดี ความดีก็จะคุ้มครองให้มีความสุขใจ ใครทำชั่ว ความชั่วก็จะบันดาลความเดือดร้อนให้ แม้ผู้อื่นยังไม่ลงโทษ ตนเองก็มีความหวาดสะดุ้งเป็นปกติ
๓)รักษาศีลมั่นคง ดำลงจิตอยู่ในศีลเป็นปกติ
๔)ทำลายความใคร่ในกามารมรมณ์ให้สิ้นไป จากใจ ด้วยอำนาจความรู้ถึงความจริง รู้ว่าความรักเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ ภัยอันตรายที่มีขึ้นแก่ตนเพราะอาศัยความรัก เป็นเหตุ
๕)มีจิตใจเต็มไปด้วยความเมตตาปราณี ไม่โกรธไม่จองล้างจองผลาญคิดทำร้ายอัน ตรายใคร ไม่ว่าใครจะแสดงอาการอย่างไร จิตก็ไม่คลายจากความเมตตา
๖)ไม่มัวเมาในรูปฌาณ โดยคิดว่าการที่ตนทรงรูปฌาณได้นี้ เป็นผู้ถึงที่สุดของความดี เมาฌาณจนไม่สนใจความดีที่ตนยังไม่ได้
๗)ไม่มัวเมาในอรูปฌาณ โดยคิดว่าความดีเพียงเท่านี้ ยังไม่เป็นทางสิ้นทุกข์
๘)มีอารมณ์เป็นปกติ ไม่คิดถึงเรื่องอารมณ์เหลวไหล มีจิตใจเต็มไปด้วยความหวังดี ไม่ว่าต่อคนหรือสัตว์ ตลอดเวลาที่ตื่นอยู่
๙)ไม่ถือตน ทะนงตน ว่าดีเลิศประเสริฐกว่าใคร มีอารมณ์ใจเป็นปกติ เห็นคน สัตว์ ทรัพย์สินทั้งหดเป็นของธรรมดาที่ จะต้องตายจะต้องสลายไป และมีอารมณ์ไม่หวั่นไหวเมื่อเข้าสังคมสมาคม ใดๆ มีอาการเป็นเสมือนว่าสังคมนั้น ๆ เป็นกลุ่มของคนที่ต้องตาย ไม่ทำตัวใหญ่ หรือ เล็กจนหน้าเกลียด ทำตนพอเหมาะพอสมควรแก่สมาคมนั้นๆ เรื่องของเขา เขาจะดีจะชั่วก็ตัวของเขา เราช่วยได้เราก็ช่วย ช่วยไม่ได้ก็เฉยไว้ ไม่สนใจที่จะไปเบ่งบารมีทับใคร
๑๐)ตัดความรักความพอใจในโลกีย์วิสัยให้ ้หมด งดอารมณ์อยากดีอยากเด่น ทำอารมณ์เป็นพระพุทธในพระอุโบสถ พระพุทธท่านยิ้มเสมอ ท่านที่จะถึงพระนิพพานต้องยิ้มได้อย่างพระ พุทธ ใครจะดีจะชั่วก็ยิ้ม เพราะเห็นเป็นของธรรมดามันหนีไม่ได้ไล่ไม่ พ้น เมื่อยังมีตัวตนเป็นคนมันก็ต้อง พบอาการอย่างนี้อยู่ ก็สยายใจ ความตายจะมาถึงก็ไม่สะดุ้งหวาดกลัวเพราะรู้ตัวอยู่เสมอว่าจะต้องตาย มีอารมณ์ใจปกติ ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่ผูกพันทรัพย์สินหรือสัตว์หรือบุคคลอื่น เท่านี้ก็ไปพระนิพพานได้

หลวงพ่อพระราชพรหมยาน

(หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ)

พิมพ์ เผยแพร่ : สุริยะ มหาสติ (พร โอษฐ์พิมพ์ )
:Phonchai Aotphim

จาก:หนังสือ: พุทธธรรม
นำออกเผยแพร่ 21 ตุลาคม 2017

อ้างอิง:
เผยแพร่:ในชื่อ:เฟส กาลเดินทางของเวลา คือปัจจุบัน (“Phonchai Aotphim”)

Featured

สังขาร สัจจธรรมสัจจธรรม


https://godaddyphonchaiaotphimexample478212186.wordpress.com

สังขาร
สังขาร คือ สิ่งปรุงแต่ง หรือสิ่งที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งขึ้น กล่าวคือ สิ่งอันเกิดขึ้นจากการที่เหตุต่างๆ มาเป็นปัจจัยปรุงแต่งกันขึ้นมา เมื่อโยนิโสมนสิการพึงเห็นได้ว่ามิได้เกิดแต่เหตุหรือสิ่งๆเดียวกัน แต่มีเหตุหรือสิ่งต่างๆมากกว่าหนึ่งขึ้นไปมาประชุมปรุงแต่งกัน จึงมิใช่สิ่งๆเดียวกันอย่างแท้จริง แต่มาประชุมหรือมาประกอบกันขึ้น แต่เนื่องจากมิใช่สิ่งๆเดียวกันอย่างแท้จริงจึงมีความไม่เสถียร เพราะแรงบีบเค้นหรือแรงยึดแรงผลักระหว่างกันอันเป็นธรรมชาติ จึงต้องมีอาการแปรปรวน จึงไม่เที่ยงเป็นธรรมดา(อนิจจัง) ไม่สามารถควบคุมบังคับให้คงที่คงทนได้อย่างถาวรตลอดไป เมื่อไม่เที่ยงแปรปรวนไปเป็นธรรมดาอยู่เยี่ยงนั้นตลอดเวลา จนถึงที่สุดย่อมแปรปรวนเสื่อมถอยมาจนมาถึงสภาพสุดท้ายที่ต้องดับไปเป็นธรรมดา(ทุกขัง) จึงก่อให้เป็นทุกข์แก่ผู้ที่อยากด้วยตัณหาหรือยึดไว้ด้วยอุปาทาน เพราะความที่ต้องแปรปรวนและต้องดับไปเป็นที่สุด และต่างล้วนเป็นอนัตตาไม่มีตัวตนที่เป็นแก่นแกนแท้จริง เพราะล้วนเกิดจากการประชุมปรุงแต่งกันของสิ่งต่างๆที่มิใช่สิ่งเดียวกัน จึงไม่สามารถคงสภาพตัวตนนั้นๆไว้ได้อย่างถาวรเที่ยงแท้ ดังนั้นเมื่อเหตุต่างๆอันมาประชุมปรุงแต่งกันนั้นแปรปรวนและเสื่อมถอยจนดับไปด้วยเหตุอันใด สิ่งนั้นๆหรือตัวตนจึงย่อมดับไปไ ม่มีความเป็นตัวตนหรือสิ่งนั้นๆอยู่อีกต่อไป จึงกล่าวว่า ไม่มีแก่นแกน อย่างแท้จริง……
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
เป็นสัจจธรรมที่เที่ยงแท้อยู่เยี่ยงนั้นเอง แต่ในปัจจุบันมีผู้ไม่เห็นเป็นไปเช่นนี้ จึงได้ยินทุภาษิตเป็นไปดังนี้อย่างแพร่หลายคือ ทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วได้ดีมีถมไป เป็นเพราะความไม่เข้าใจธรรมหรือเกิดความน้อยเนื้อตํ่าใจ จึงมองเห็นแต่สภาวะความเป็นไปตามความเห็นเข้าใจของตน เช่น เห็นคนทำชั่วแล้วรํ่ารวยมีอำนาจเป็นต้น แต่ตามความเป็นจริงนั้นการทำดีนั้นยังย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว ไม่สามารถแปรผันเป็นอื่นได้ กล่าวคือ ย่อมเป็นไปตามผลกรรม(ผลของการกระทำ)นั่นเอง อุปมาดั่ง ปลูกข้าวย่อมได้ข้าว จะได้องุ่น เผือก มัน ย่อมเป็นไปไม่ได้ฉันใด ก็ฉันนั้น เพียงแต่ไม่เห็นตามความเป็นจริงว่า เมื่อปลูกข้าวแล้วแต่ไปอยากไปยึดให้มันรวยขายได้ราคาดี ตามความเป็นจริงแล้วเป็นคนละเหตุปัจจัยกัน ย่อมไม่สามารถเนื่องสัมพันธ์กันได้ แต่ด้วยความไม่รู้จึงไม่เห็นตามความเป็นจริง จึงคิดไปยึดเป็นไปดังนั้นเอง กล่าวคือ ไปมองเห็นหรือเข้าใจว่าทำดีแล้วไม่รวย หรือทำไมทำดีแล้วยังมีเหตุแห่งทุกข์มากระทบอีก หรือคนทำชั่วทำไมถึงรวย คือไปมองในมุมมองที่ผิดไม่ได้เป็นเหตุเป็นผลกัน มองตามความเห็นความเข้าใจของตนจึงเอาไปคิดว่าเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันด้วยความไม่รู้หรืออวิชชานั่นเอง และเพราะว่าวิบากกรรม(ผลที่ได้รับจากการกระทำ)เป็นอจินไตย ไม่สามารถระบุเฉพาะเจาะจงให้เป็นสูตรตายตัวได้เท่านั้นเอง ผลกรรมนั้นจึงเพียงไปแสดงออกในรูปแบบอื่นโดยไม่รู้เท่านั้นเอง ดังนั้นจึงอย่าท้อแท้ด้วยมิจฉาทิฏฐิ เพราะว่าทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว นั้นเป็นสภาวธรรมอันเที่ยงแท้แน่นอนเป็นที่สุด และเกิดขึ้นแก่จิต ณ ขณะนั้นโดยทันทีด้วยเช่นกัน
ที่มา: https://www.google.com/url?sa=t&source=web&rct=j&url=http://www.nkgen.com/740.htm&ved=2ahUKEwia8PagwM7pAhUUXSsKHYlzAccQFjAFegQIBxAB&usg=AOvVaw1tPvrjgASm4LNpTlb8bq93
สัจจธรรม
ความไม่เที่ยง มีความเที่ยงเป็นธรรมดา มิได้มีความขัดแย้งในธรรมกันแต่ประการใด ความไม่เที่ยง มีความหมายถึง สังขารสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายทั้งปวงมีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดาตามกฎพระไตรลักษณ์ ส่วนความเที่ยงนั้นหมายถึงอสังขตธรรมหรือสภาวะธรรม หมายถึง เป็นไปตามธรรมชาติ หรือมันต้องเป็นไปเช่นนี้เอง(ตถาตา) หรือเที่ยงแท้แน่นอน
ดังเช่นความตาย เมื่อกล่าวถึงความตายอันเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาตินั้น ย่อมมีความเที่ยงและคงทนอยู่อย่างนี้ในผู้มีชีวิตเป็นธรรมดา แต่เมื่อพูดถึงสังขารชีวิตที่เกิดมาแล้วย่อมมีความไม่เที่ยง ไม่สามารถคงทนอยู่ได้ ไม่รู้ว่าจะตายแต่เมื่อไร
ตัวกู ไม่ใช่ของกู
ตัวกู ยังไม่ใช่ของกู แล้วสิ่งทั้งหลายทั้งปวงจะเป็นของกู ได้อย่างไร
ตัวกู ยังสักแต่ว่าธาตุ๔ แม้ชีวิตของกู ก็สักแต่ขันธ์๕ ถ้าตัวกูเป็นของกูแล้วไซร้ ต้องควบคุมบังคับได้ตามปรารถนา ไม่ใช่ควบคุมได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ไม่เป็นไปเพื่ออาพาธเจ็บป่วย
แต่เพราะตัวกู ไม่ใช่ของกู อย่างแท้จริง จึงควบคุมไม่ได้ตามปรารถนาเพียงแต่บางครั้งเป็นไปตามปรารถนาจึงไปหลงคิดหลงยึดว่าเป็นตัวกูของกูจึงเป็นทุกข์เป็นร้อนกันไปทั่วหล้าด้วยไฟแห่งอุปาทานทุกข์ ข้อน่าสังเกตุเวลาพิจารณาธรรมเรื่องสังขารหรือธรรมในพระไตรลักษณะ สังขารเท่านั้นที่อยู่ภายใต้กฏพระไตรลักษณ์ทั้ง๓ ที่ไม่เที่ยง(อนิจจัง) ทนอยู่ไม่ได้เป็นทุกข์(ทุกขัง) และอนัตตา, ส่วนธรรม,สภาวะธรรมหรือธรรมชาตินั้น อยู่ภายใต้กฏพระไตรลักษณ์เพียงข้อเดียว คือ อนัตตา คือไม่มีตัวตนเป็นแก่นแกนอย่างแท้จริง แต่ธรรมหรือธรรมชาติทั้งหลายนั้นเที่ยง จึงคงทนอยู่เยี่ยงนั้นเอง
โดยทั่วไปแล้วถ้าเราไปหาหมอเพื่อขอคำแนะปรึกษาว่า ควรรับประทานอาหารอะไร หมอทุกๆคนย่อมแนะนำโดยหลักพื้นฐานทั่วไป คือให้รับประทานอาหารครบทุกหมู่อย่างแน่นอน แต่ควรมีความเข้าใจด้วยว่าคำแนะนำนั้น ย่อมหมายถึงคนโดยปกติทั่วๆไป ย่อมมิได้หมายครอบคลุมถึงผู้ป่วยบางโรค ที่อาจต้องยกเว้นอาหารบางหมู่บางชนิดลง เพื่อประกอบการรักษา ในกรณีเดียวกันกับการปฏิบัติ โดยทั่วไปก็มักไปกราบไหว้หลวงปู่หลวงพ่อครูบาอาจารย์ ตลอดจนศึกษาจากการอ่านตามสื่อต่างๆ เพื่อขอคำแนะแนวในการปฏิบัติ ทุกท่านทุกองค์ย่อมแนะให้เจริญในศีล สมาธิ และปัญญา อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการปฏิบัติ แต่การปฏิบัติสมถะสมาธิและการบริกรรมแม้เป็นสิ่งที่ดีที่สมควรปฏิบัติแก่นักปฏิบัติโดยทั่วไป แต่ในนักปฏิบัติบางท่าน เช่น มีอาการทางจิต หรือติดสุขหรือองค์ฌานต่างๆนั้น ก็ต้องละเว้นเป็นการชั่วคราวเช่นเดียวกันกับผู้ป่วยที่พึงต้องละเว้นอาหารบางชนิดเป็นธรรมดา จนกว่าจะแก้ไขอาการต่างๆให้ดีขึ้น จึงพึงควรเจริญปัญญาแต่ฝ่ายเดียวไปก่อน…..

ทรัพย์ทางกาย ทางใจ สมบัติอันพึงใจ


การเกิดในแดนพระพุทธศาสนา แต่ไม่ได้อยู่ในแดนพุทธศาสนา ก็เหมือนอย่างโบราณท่านว่า “เป็นผู้ชายไม่ได้บวช” ฉะนั้น ซึ่งเหมือนกับเหยียบแผ่นดินผิด ทั้งหญิงและชายน่าจะผิดมาด้วยกันที่เกิดมาในวงศาสนา เฉพาะอย่างยิ่งพุทธศาสนา แต่ไม่ได้ปฏิบัติศาสนาให้เหมาะสมกับชาติภูมิของตน ก็เท่ากับ “เหยียบแผ่นดินผิด” นั่นแล

พื้นฐานของมนุษย์ ก็คือศีลธรรม เราเกิดมาด้วยอำนาจแห่งศีลธรรมแล้ว ไม่ประพฤติปฏิบัติศีลธรรม ก็เหมือนกับเหยียบพื้นฐานนั้นผิดไป ท่านจึงสอนให้ปฏิบัติธรรมสั่งสมคุณงามความดีไว้ เพื่อเป็นอุปนิสัยปัจจัยเป็นลำดับๆ ไป ที่ว่า “เป็นนิสัย” ก็คือ ศีลธรรมที่เราเคยบำเพ็ญมา ที่เรียกว่า “คุณงามความดี” จะเกิดขึ้นด้วยการให้ทานก็ตาม รักษาศีลก็ตาม การเจริญเมตตาภาวนาก็ตาม หรือการสงเคราะห์สงหาเพื่อนร่วมโลกกัน ไม่ว่าสัตว์ไม่ว่าบุคคลก็ตาม ล้วนแต่คุณงามความดี ซึ่งเป็นผลอันดีงามแทรกซึมเข้าสู่จิตใจ จนกลายเป็นอุปนิสัยประจำตัวในภพชาติต่อไป

จิต เป็นเจ้าของ จิต เป็นผู้บรรจุความดีทั้งหลายที่ทำลงไป เพราะจิตเป็นผู้บงการ จิตเป็นโรงงานแห่งการกระทำความดีเหล่านี้ จิตจึงเป็นเจ้าของที่จะรับเอาผล ซึ่งตนกระทำขึ้นทุกแง่ทุกกระทง เรียกว่า “มูลนิธิ” ก็ได้ “นิธิ” แปลว่าขุมทรัพย์ “มูล” แปลว่ารากฐาน เป็นที่สถิตแห่งขุมทรัพย์ ซึ่งได้แก่ใจ

ที่ให้ชื่อว่า “มูลนิธิ” ก็คือ รากฐานที่ฝังทรัพย์ จิตใจเราเป็นรากฐานอันสำคัญ ที่จะฝังทรัพย์ภายในลงสู่ที่นั่น เมื่อมีทรัพย์ภายในแล้วจะจุติหรือเกิดภพใดก็สะดวกสบาย เช่นเดียวกับคนที่มีทรัพย์ภายนอกติดกระเป๋าไป ไม่ว่าจะไปแห่งหนตำบลใด ต้องการอะไรก็เอาสมบัตินั้นเป็นเครื่องจับจ่ายใช้สอย หรือแลกเปลี่ยนสิ่งที่ตนต้องการ นำมาบำบัดรักษา นำมาบำรุงร่างกาย ทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นความสะดวกด้วยทรัพย์สมบัตินั้น คนมีทรัพย์ภายในก็เช่นนั้นเหมือนกัน

การท่องเที่ยวใน “วัฏสงสาร” ก็เป็นเช่นเดียวกับเราไปบ้านน้อยเมืองใหญ่ในเมืองมนุษย์เรานี่เอง ไปบ้านนอก บ้านนา หรือเมืองนอกเมืองไหนก็ตาม นั่นก็ขึ้นอยู่กับเงินหรือสมบัติ ถ้ามี “แก้วสารพัดนึก” คือเงินแล้ว ไปไหนก็สะดวกกายสบายใจ หากไม่มีก็ลำบาก การท่องเที่ยวใน “วัฏสงสาร” ก็ต้องอาศัย “คุณงามความดี” ที่ได้สั่งสมไว้ภายในใจติดแนบตนไปในภพนั้นๆ

การเกิด เราจะบังคับ หรือต้องการเกิดในสถานที่เช่นไร ย่อมจะเป็นไปตามที่เราต้องการนั้นไม่ได้ ท่านว่า “ต้องเป็นไปด้วยอำนาจแห่งกรรม หรือวิบากแห่งกรรม” ที่ตนได้ทำไว้ จะพาให้เกิด ให้อยู่ ให้สุข ให้ทุกข์ ซึ่งเป็นความจริงอันถูกต้อง มาแต่กาลไหนๆ ลบล้างไม่ได้ ใครจะมีความรู้ความฉลาดสามารถเพียงไร มาลบล้างกรรมและผลของกรรม คือ สุข ทุกข์ ที่มีอยู่กับบรรดาสัตว์ทั่วไปใน “วัฏสงสาร” นี้ ลบล้างไม่ได้!

หากเป็นสิ่งที่ลบล้างได้แล้ว พระพุทธเจ้าที่ทรงมีพระเมตตาต่อบรรดาสัตว์โลก ไม่มีใครเสมอเหมือน จะทรงลบล้างบาปกรรมทั้งหลายออกจากสัตว์โลกให้หมด ไม่มีเหลือแม้แต่น้อยเลย จะให้มีแต่ความร่มเย็นเป็นสุขโดยทั่วถึงกันเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นสัตว์โลกชนิดใดในโลกทั้งสามนี้ ซึ่งรวมอยู่ในคำว่า “สัตว์โลก” จะไม่มีผู้ใดได้รับความทุกข์ความทรมานทางร่างกายและจิตใจเลย จะมีแต่ความสุขความสบายด้วยกันทั้งนั้น เพราะการลบล้างบาปที่ยังสัตว์โลกให้เกิดทุกข์ให้หมดไปโดยสิ้นเชิง

ธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ก็เป็นธรรมยอดเยี่ยมอยู่แล้ว แม้เช่นนั้นก็ยังไม่สามารถที่จะลบล้างกรรมของสัตว์ หรือวิบากแห่งกรรมที่มีอยู่ภายในสัตว์ทั้งหลายให้หมดสิ้นไปได้ เพราะวิบากกรรมเป็นสิ่งตายตัว ใครๆ ไม่อาจลบล้าง หรือทำลายได้นั่นเอง นอกจากผู้นั้นจะพยายามชะล้างหรือลบล้างความชั่ว ด้วยความดีเท่านั้น เช่นเดียวกับเราชะล้างสถานที่สกปรกให้กลายเป็นสถานที่สะอาดขึ้นมา ด้วยน้ำที่สะอาดฉะนั้น นี่เป็นฐานะที่เป็นไปได้ เช่นเราล้างสิ่งที่สกปรกให้สะอาดด้วยน้ำที่สะอาด

การทำความดีก็เหมือนกับการลบล้างความไม่ดีทั้งหลาย ซึ่งมีอยู่ภายในจิตใจให้ค่อยหมดไปนั่นเอง หากเป็นสิ่งที่ลบล้างกันไม่ได้ ศาสนาก็อยู่ในโลกไม่ได้ ปรากฏในโลกไม่ได้ เพราะเป็น “อฐานะ” ลบล้างไม่ได้ มาสอนกันให้เป็นโมฆะเปล่าๆ ทำไม

ที่พระพุทธเจ้าประทานธรรมะไว้สอนโลก ก็เพื่อลบล้างมลทิน คือ บาปกรรมทั้งหลายที่มีอยู่ในสันดานของสัตว์ด้วยการทำดี ให้สะอาดไปโดยลำดับนั่นแล ความประพฤติ การกระทำที่เคยไม่ดีมาก่อน ก็เปลี่ยนแปลงให้เป็นการกระทำดี พูดดี คิดดีไปเรื่อยๆ เพื่อให้สิ่งเก่าแก่ที่ไม่ดี ซึ่งเคยเป็นมาแล้วเพราะความไม่รู้เดียงสาภาวะค่อยๆ หมดไป หากยังมีเหลืออยู่บ้าง ก็เป็นเพียงวิบากเก่าไม่กำเริบ คือ เป็นผลเฉพาะที่ปรากฏอยู่เท่านั้น ไม่กำเริบหรือไม่รุนแรงมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

แต่ถ้าสามารถชำระล้างจิตใจให้มีความสะอาด ปราศจากมลทินโดยประการทั้งปวงแล้ว ก็เป็นอันว่าลบล้างวิบากแห่งกรรมทั้งหลายภายในจิตใจได้โดยสิ้นเชิง หากจะปรากฏบ้าง ที่เรียกว่า “วิบาก” ซึ่งเป็นผลของกรรมเก่า ซึ่งเคยทำมาตั้งแต่กาลก่อน “ก็ได้รับแค่ธาตุขันธ์” เท่านั้น ยกตัวอย่าง เช่นพระพุทธเจ้าเวลาจะปรินิพพาน เสด็จไปกรุงกุสินารา จะเสวยน้ำ รับสั่งให้พระอานนท์ไปตักน้ำ ตักที่ไหนก็เป็นโคลนเป็นตมไปหมด เรื่องนี้พระองค์ก็ได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า “นี้เป็นเพราะกรรมเก่าของเราซึ่งแต่ก่อนเราเป็นพ่อค้าโคต่าง ไล่โคเป็นจำนวน ๕๐๐ ตัวลงไปในแม่น้ำใด หนองใดบึงใด ก็ขุ่นเป็นโคลนเป็นตมไปหมด สัตว์เหล่านั้นได้ดื่มแต่น้ำที่สกปรกที่ขุ่นเป็นโคลนเป็นตม ผลนั้นจึงสะท้อนกลับมาถึงเรา” นี่ผลก็มีเพียงพระกายเท่านั้น ไม่ได้กระทบกระเทือนถึงพระทัยที่บริสุทธิ์ของพระองค์เลย

ส่วนความดีงามก็ตามสนองมาโดยลำดับ เช่น เสด็จไปสถานที่ใด ก็มีคนเคารพ เทวบุตร เทวดา อินทร์ พรหม เคารพนบนอบพระองค์ เครื่องสักการบูชามาจากทิศต่างๆ เต็มไปหมด นี่ก็เป็นการเสวยผลในทางพระกายเท่านั้น ส่วนที่จะให้พระองค์มีความยินดียินร้ายไปด้วยนั้น ไม่มี!

การที่เราทำความดีทั้งหลายนั้น ก็เหมือนกับเราเอาน้ำสะอาดชำระสิ่งที่สกปรกโสโครกภายในจิตใจให้หมดไปโดยลำดับๆ ท่านจึงสอนให้ทำความดี คนมีคุณงามความดีย่อมเป็นที่อบอุ่นภายในจิตใจ ทั้งปัจจุบัน คือเวลายังเป็นอยู่ และอนาคตที่จะเป็นไปในกาลข้างหน้า เพราะเรามีหลักยึด มีที่พึ่งที่เกาะที่อาศัยภายในใจ ไม่มีสิ่งใดที่จะแนบสนิทใจหรือเป็นที่ตายใจ ที่อบอุ่นใจ ยิ่งกว่าคุณงามความดีทั้งหลาย ที่ท่านว่า “เปรียบเหมือนกับเงาเทียมตัว แต่เงานั้นจะปรากฏในที่แจ้งเท่านั้น เข้าสู่ที่มืดแล้วเงาไม่ปรากฏ” สำหรับคุณงามความดีนี้ เราจะไปเกิดในสถานที่ใดๆ ย่อมติดแนบอยู่กับใจเรา เพราะความดีเหล่านั้นสถิตอยู่กับใจ

ท่านจึงสอนให้พยายามอบรมจิตใจ ความยากความลำบาก อย่าถือเป็นอุปสรรคจนเกินเหตุเกินผลจนเสียเวล่ำเวลา ไม่ได้กระทำความดี เพราะความลำบากนั้นเป็นอุปสรรค ความลำบากเพราะหน้าที่การงานนั้นมีด้วยกัน เราอย่าถือว่าเราเป็นมนุษย์มีหน้าที่การงานล้นมือ บางคนว่าเหลือบ่ากว่าแรงก็มี

ส่วนสัตว์ล่ะ เขาหากินอยู่ในถิ่นต่างๆ ไม่ว่าสัตว์ชนิดใด มีปาก มีท้อง ต้องวิ่งเต้นขวนขวายหาอยู่หากิน นั่นไม่ใช่งานของเขาหรือ? เขาก็ไม่เห็นบ่น ทั้งเสี่ยงต่ออันตรายมาก เวลาอยู่โดยปกติ และเวลาออกเที่ยวหากิน ไม่เหมือนมนุษย์เรา สัตว์ไปที่ไหน ทั้งความกลัวตาย ทั้งความหิวโหยบีบบังคับให้จำต้องออกหากิน ไม่ยังงั้นก็ถูกเขาฆ่าจริงๆ ต้องระมัดระวัง ทั้งปากท้องก็หิวโหย จะไปกินน้ำก็กลัวจะถูกเขายิง กลัวว่าจะถูกข่ายเขาดัก จะกินผลไม้ก็กลัวจะถูกเขาดักอีก จะไปหากินหญ้า กินอาหารชนิดใดๆ ก็กลัวถูกมนุษย์นั่นแหละสำคัญ คอยแต่จะทำลายเขา เสี่ยงไปทุกด้านและทุกวันเวลาไม่เหมือนมนุษย์เรา นั่นก็คืองานของเขา ซึ่งเสี่ยงอันตรายยิ่งกว่ามนุษย์เรามาก งานของเขาการเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ไม่เหมือนงานของมนุษย์ รู้สึกผิดกันอยู่มาก ได้เปรียบสัตว์อยู่มาก

งานของมนุษย์นี่ มีน้อยที่จะเป็นงานเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเหมือนดังสัตว์ทั่วๆ ไป เป็นงานที่ทำด้วยความอิสระ โดยการประกอบหน้าที่การงานที่ชอบธรรม เราทำได้ด้วยกันทั้งโลก ไม่มีใครว่าใคร ไม่มีใครเบียดเบียนใคร อาจมีบ้างก็เป็นธรรมดาของคนมีกิเลส ไม่เช่นนั้นก็ไม่เรียกว่าการงานของคนมีกิเลสอยู่ด้วยกัน แต่ที่จะออกหน้าออกตาเหมือนดังที่เขาทำลายสัตว์อย่างนั้นไม่มี ถึงจะยากลำบาก ก็ถือว่าเป็นงานจำเป็นของเรา เพราะเราต้องอาศัย เวลาร้อน ไม่พึ่งเย็นจะพึ่งอะไร เวลาหนาวก็พึ่งผ้าห่ม เวลาร้อนก็ต้องพึ่งน้ำ เวลาหิวกระหายก็ต้องพึ่งอาหารการบริโภค ทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นประโยชน์ทั้งนั้น ที่จำต้องขวนขวายมีไว้ในคราวจำเป็นด้วยกันทั่วโลก

ร่างกายของเรามันอยู่ตามลำพังตนเองไม่ได้ ต้องอาศัยพึ่งพิงสิ่งอื่นๆ ตลอดมา ทีนี้ทางด้านจิตใจจะไปอยู่โดดเดี่ยวได้อย่างไร เมื่อไม่มีคุณงามความดีเป็นที่เกาะที่อาศัย ก็ต้องว้าเหว่วุ่นวาย ขุ่นมัว เดือดร้อน ท่านจึงสอนให้บำเพ็ญประโยชน์ เช่นการทำบุญให้ทานเฉพาะอย่างยิ่งการภาวนา ซึ่งเป็นที่รู้และที่รวมแห่งกุศลทั้งมวล

อายุอานามไม่สำคัญ จิตใจมันคึกคะนองได้ด้วยกันทั้งนั้น ความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ความคึกคะนองไม่เข้าเรื่องเข้าราวต่างๆ ราวกับจะตายไม่เป็น นั่นคิดได้ทั้งผู้หญิงผู้ชาย ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ไม่มีประมาณความพอดี ถ้าไม่มีธรรมเป็นรั้วกั้น เป็นทำนบคอยปิดกั้นไว้ ใจจะโดดลงนรกวันหนึ่งกี่ครั้งนับไม่ถ้วน นรกในที่นี้ คือ ความทุกข์ร้อนภายในใจ ที่ความคึกคะนองของใจก่อขึ้นมาเผาลนตนเองอยู่ไม่หยุด ชนิดรถไม่มี “เบรกห้ามล้อ” นั่นแล

คำว่า “ธรรม” มีความหมายกว้างขวาง อาจนึกน้อมนำมาปฏิบัติได้ยาก จึงย่นธรรมเข้ามาเพื่อเข้าใจและปฏิบัติถูกและง่ายขึ้น เช่น การภาวนาด้วยบทธรรม มี “พุทโธ” เป็นต้น เป็นคำบริกรรมกำกับใจ ไม่ให้คิดไปอื่น อบรมใจให้มีความสงบสุข ซึ่งเป็นกิจที่ควรทำอย่างยิ่ง ถ้าไม่มีการอบรมบ้างเลยตลอดวันตาย ใจจะหาความสงบสุข และหาที่หลบที่ซ่อนจากทุกข์ไม่ได้เลย จะมีแต่ความรุ่มร้อนกลุ้มรุมอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นการอบรมด้วย “จิตตภาวนา” จึงเป็นผลให้เกิดความสงบ และพักผ่อนหย่อนใจได้ดีในโอกาสอันควร ไม่รุ่มร้อนเสมอไป

ขณะที่เรากำหนด “พุทโธ ๆ” นั้น จิตก็ให้สงบอยู่กับ “พุทโธ” อยู่แล้ว บังคับไม่ให้จิตส่งออกไปภายนอก ซึ่งเคยส่งออกไปกี่ปีกี่เดือนมาแล้ว ไม่เห็นเกิดประโยชน์อะไรนอกจากความทุกข์ที่ถูกต้อนมาเพราะความคิดอันเป็นไฟนั้นๆ เท่านั้น เวลานี้เราจะระงับความคิดทั้งหลายซึ่งเคยรบกวนใจให้สิ้นไป อาศัยความคิดปรุงเฉพาะคำ “พุทโธ” “พุทโธ” อย่างเดียวเท่านั้น เช่น เรากำหนด “พุทโธ” ก็บริกรรม และมีความรู้จดจ่อ ตั้งหน้าตั้งตาอยู่กับคำบริกรรมนั้นๆ ไม่ให้จิตส่ายแส่ไปสู่อารมณ์ที่ก่อกวนตนเอง จิตย่อมจะได้รับความสงบ ใจเมื่อได้รับการบำรุงรักษาด้วยสติ และตั้งหน้าตั้งตาทำอยู่โดยสม่ำเสมอ จิตย่อมมีความสงบลงได้ พอจิตสงบ กายสงบ ความสุขก็มาเอง เหตุที่ไม่มีความสุขอยู่ภายในใจนั้นก็เพราะใจไม่มีความสงบนั่นเอง จึงทำให้กายระส่ำระสาย จนหาที่หลบซ่อนผ่อนคลายบ้างไม่ได้

พอจิตเริ่มสงบ ภาระก็เริ่มเบาลง ใจก็เริ่มสบายในขณะนั้น และเริ่มเห็นคุณค่าของความสงบขึ้นในทันทีทันใด ฉะนั้นขณะทำภาวนาจึงเป็นขณะที่กลั่นกรองอารมณ์ออกจากใจ ให้เหลือเฉพาะอารมณ์แห่งธรรม เช่น คำบริกรรม “พุทโธ” เป็นต้นเท่านั้น อารมณ์ที่เป็นพิษเป็นภัยอื่นๆ ระงับดับไปหมด ไม่สนใจคิด ใจก็ได้รับความร่มเย็นเมื่ออารมณ์แห่งธรรมเข้าสู่ใจ เมื่อใจมีความร่มเย็น มีความสงบแล้ว ย่อมเกิดความโล่งโถงภายในตัวเอง ปรากฏว่าใจมีคุณค่าขึ้นมาในขณะนั้น

แต่ก่อนเราไม่เคยคิดว่าเราจะมีคุณค่าอะไรเลย นอกจากความด้นเดาเกาหมัดไปเฉยๆ เพราะความเห่อตัวเองว่ามีคุณค่าอย่างนั้น สำคัญตนอย่างนี้ แบบลมๆ แล้งๆ โดยหาความจริงไม่ได้ แต่พอจิตมีความสงบตัวลงเท่านั้น ก็เหมือนกับเราสร้างคุณค่าขึ้นภายในจิตใจเรา ปรากฏเป็นความอบอุ่น เป็นความร่มเย็นเป็นสุข มีที่พึ่ง นั่งอยู่ก็อิ่มใจ ทำอะไรๆ อยู่ก็อิ่มเอิบภายในใจ ใครจะว่าอะไรก็ไม่ค่อยโกรธเอาง่ายๆ ไม่ค่อยฉุนเฉียว เพราะจิตมีที่พึ่ง มีหลักเกณฑ์ ไม่วอกแวกคลอนแคลน เพียงเท่านี้ก็เห็นผลแล้ว ผลนี้แลที่จะยังเหตุดีต่อๆ ไปให้เพิ่มปริมาณขึ้น หรือสืบต่อกันไปเป็นลำดับ จนมีกำลังมากขึ้นทุกที ทวีคูณ

เมื่อปรากฏผลเป็นความสงบสุขแล้ว คนเราย่อมมีแก่ใจ เพราะทำงานเป็นผล คือความสงบสุข แต่ต้องพยายามทำอยู่เรื่อยๆ ยิ่งเฒ่าแก่แล้วเช่นนี้ ก็ไม่ทราบว่าจะไปหาทำงานอะไรกับโลกเขาให้เหมาะสมกับตัวและวัยของตัว ซึ่งคอยแต่จะตกคลองอยู่แล้ว นอกจากงาน “จิตตภาวนา” ซึ่งเป็นงานยอดเยี่ยม และเหมาะสมกับวัยที่ผ่านโลกมานานเท่านั้น

งานเลี้ยงลูกเลี้ยงหลาน ก็เลี้ยงมาเสียพอแล้ว แทบเป็นแทบตาย เลี้ยงลูกแล้วยังไม่แล้ว ยังเลี้ยงหลาน เลี้ยงเหลน อะไรๆ เป็น “บ๋อย” เขาอยู่ตลอดมา จึงควรหันมาเลี้ยงตนบ้าง ตนมันยังไม่เติบโต โตแต่วัยอายุสังขาร แต่ภายในใจมันเหี่ยวมันแฟบอยู่ตลอดเวลา หาความสุขที่จะบรรจุบ้างไม่มีเลยอย่างนี้ จะไม่ร้อนใจได้อย่างไร มันต้องร้อนคนเรา! เพราะไม่มีความร่มเย็นด้วยธรรมภายในใจ เป็นที่เกาะที่ยึดอาศัย

เพราะฉะนั้น จึงต้องพยายามเลี้ยงตัวเองด้วยศีลด้วยธรรม พยายามอบรมจิตใจของตนให้มีความสงบ จิตจะพองตัวขึ้นมา เย็นสบายโล่งขึ้นมา การเลี้ยงตัวด้วยศีลด้วยธรรมมีจิตตภาวนาเป็นสำคัญ จงพยายามอบรมรักษาตน คือรักษาใจให้ดี อย่าให้ตัวแมลงมากัดมาไชมาบ่อนทำลายได้ อะไรๆ ก็ได้ผ่านมาแล้ว เรื่องโลกเรื่องสงสาร เราเคยผ่านมานานขนาดนี้แล้วพอจะรู้เรื่องได้ดี เพราะเราได้เคยบวกเคยลบมาแล้ว ผ่านโลกมานาน ทางตาก็ผ่านมาแล้วตั้งแต่วันรู้เดียงสาภาวะ หู จมูก ลิ้น กาย มันสัมผัสสัมพันธ์กับสิ่งทั้งหลายมาตลอดสาย ผลดีผลชั่วมีประการใดบ้าง เราพอทราบจากความสัมผัสเหล่านี้มาแล้ว ไม่น่าสงสัยว่าสิ่งเหล่านั้นจะพาเราวิเศษวิโสต่อไปอีกแล้ว

เวลานี้ยังเหลือแต่ความรู้ คือ ใจเท่านั้น สิ่งที่เคยสัมผัสมาเหล่านั้นก็หายไปหมด เอาความจริงจังกับสิ่งเหล่านั้นไม่ได้ แล้วเรายังจะพะวักพะวนกับความคิดปรุงในสิ่งเหล่านี้อยู่อย่างไรอีก ถ้าไม่ใช่เราหลงจนเกินตัวไป เราควรจะบวกลบ คูณหาร ดูตัวเราด้วยดี ที่เกี่ยวกับสิ่งทั้งหลายที่ผ่านมาแล้ว และประมวลจิตใจ ประมวลความรู้สึก ประมวลความตั้งอกตั้งใจ เจตนาของเราลงสู่ธรรม บำเพ็ญตนด้วยจิตตภาวนา หรือด้วยอะไรก็ตามที่เป็นคุณงามความดี เป็นที่อบอุ่นของใจ เป็นอารมณ์อันร่มเย็นเป็นสุขทางใจ และอยู่ด้วยความเป็นสุขใจ เฉพาะอย่างยิ่ง คือ จิตตภาวนา เป็นอารมณ์สำคัญมากต่อจิตใจ จงทำจิตตภาวนาให้มีความสงบเย็นใจ คำว่า “ความสงบ” มีหลายขั้น

ขั้นต้นแห่งความสงบ ก็พอเริ่มๆ สงบเข้าไป เริ่มเบากาย เบาใจ ทำหลายๆ ครั้งหลายๆ หน ก็สงบแน่วแน่ สงบแนบแน่น ละเอียด ละเอียดจนร่างกายไม่มีในความรู้สึกเลยก็มี นั้นมีความสุขมาก จิตเวิ้งว้างอย่างพูดไม่ถูก จะว่าอยู่ในอากาศก็ไม่เชิง อยู่กับอะไรก็ไม่ใช่ แต่ความรู้หากรู้ตัวอยู่โดยเฉพาะ ส่วนร่างกายหายไปหมดในความรู้สึกนั้นแหละ คือความสงบที่ละเอียดมาก นั่นเป็นความสุขที่ลืมไม่ได้ หากไม่มีความก้าวหน้าขึ้นไปยิ่งกว่านั้น จะลืมความเป็นเช่นนั้นไม่ได้จนกระทั่งวันตาย เพราะเป็นความสุขที่ประทับใจอย่างยิ่ง ตั้งแต่วันเกิดมาไม่เคยปรากฏเช่นนี้ เป็นความสุขที่แปลกประหลาดอัศจรรย์ นี้แลเป็นเชื้ออันสำคัญที่จะให้เกิดความอุตส่าห์พยายามต่อสู้กับความวุ่นวายทั้งหลาย เพื่อเอาความสงบนี้เข้ามาเป็นสมบัติของใจได้อย่างสมหมาย

ที่กล่าวมานี้ เรียกว่า “ใจสงบ” ความสงบนั้น คือไม่มีอารมณ์อะไรมากวน ภายในใจเองก็ไม่คิดไม่ปรุงวุ่นวาย ออกไปยุ่งเหยิงกับสิ่งภายนอก สิ่งภายนอกก็มีอยู่ตามสภาพของเขา เมื่อใจไม่ไปเกี่ยวข้องแล้ว ก็เหมือนไม่มีสิ่งต่างๆ ที่เคยมีอยู่ในโลกมากมาย ทั้งนี้เพราะใจไม่ไปเกี่ยวข้องเขาเท่านั้น เกี่ยวข้องมากน้อย เรื่องราวคืออารมณ์ก็มาก ตามใจที่คิดออกไปเกี่ยวข้อง

พอจิตหดตัวเข้ามาสู่ความเป็นตัวของตัวอยู่โดยเฉพาะ ไม่ไปสำคัญมั่นหมายอยู่กับสิ่งใดๆ แล้ว สิ่งเหล่านั้นถึงมีมากน้อย ก็เหมือนไม่มี เพราะจิตไม่ปรุง ไม่กวนตัวเองคือ ใจไม่เกิดความสำคัญมั่นหมายในสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่รอบตัว ก็ยิ่งมีความสงบแน่วแน่เข้าไป เหลือแต่ความรู้ล้วนๆ นั่นเป็นความสงบที่ละเอียดมาก โลกนี้เหมือนมีแต่ใจดวงนี้เท่านั้น นอกนั้นเหมือนไม่มีอะไรเลย เพียงเท่านี้ก็สบายแล้ว เพราะเห็นหลักเกณฑ์อันแจ่มแจ้งชัดเจน ด้วยใจตัวเอง

หลักเกณฑ์ภายในร่างกาย ชีวิตจิตใจของเรานี้ มีอะไรเป็นหลักที่แท้จริง ก็คือดวงใจนี้เอง ใจก็รู้ชัดเจนแล้วทำอย่างไรถึงจะให้ยิ่งกว่านี้ ? จนถึงที่สุดของจิตของธรรม ที่เป็น “ยอดธรรมแท้”

ตามธรรมดาแม้แต่เราแสวงหาสมบัติได้เท่านี้แล้ว มันต้องอยากได้เท่านั้น ได้เท่านั้นแล้วมันก็อยากได้เท่าโน้นอีก แต่เรื่องการแสวงหาสมบัติภายนอก คือ ทางโลกนี้ ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะหาด้วยอำนาจแห่งความอยาก คือแบบโลกๆ ธรรมดาๆ

แต่ทีนี้เราหาด้วยธรรม หาแบบธรรม ธรรมมีเขตมีแดน มีจุดหมายปลายทาง มีที่ “อิ่มพอ” เมื่อจิตก้าวขึ้นไป ก้าวขึ้นไป จิตเขยิบขึ้นไปเรื่อยๆ ได้ความสุขแค่นี้ ต้องการแค่นั้น ตามความจริงเข้าไป อะไรเป็นสิ่งน่าคิด น่าไตร่ตรอง คิดมันไป เช่น

การพิจารณาเรื่องธาตุ เรื่องขันธ์ ซึ่งอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่วันเกิด ไม่ทราบว่า ธาตุขันธ์ นั้นคืออะไร เขาว่าร่างกายก็ว่าไปกับเขา เขาว่าเราก็ว่าไปกับเขา เหมือนกระต่ายตื่นตูม ในร่างกายนี้ทั้งหมด เรายังไม่ได้แยกแยะให้เห็นตามความจริงของมัน ว่ามีอะไรบ้างที่รวมกันอยู่ จะต้องแยกแยะเข้าไปดูตั้งแต่ผิวหนัง หรือ เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ดูเข้าไปภายใน ดูเข้าไป ดูเข้าไป หาตัวหญิง ตัวชาย ตัวสัตว์ ตัวบุคคล ตัวเรา ตัวเขา ตัวอัตภาพร่างกายจริงๆ คืออะไร ค้นเข้าไป นี่ท่านว่าปัญญาค้นเข้าไปหาความจริง!

ทีนี้ ความจริงที่ปรากฏขึ้นจากการค้นคว้า การพิจารณาด้วยปัญญานี้ ไม่ใช่เป็นดังที่เราว่า เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เสียแล้ว มันกลายเป็นความจริงอีกประเภทหนึ่งขึ้นมา ถ้าว่า “ธาตุ” ก็สักแต่ว่า ธาตุ ถ้าว่า “รูป” ก็สักแต่ว่ารูป ถ้าว่า “เวทนา” ก็สักแต่ว่าเวทนาไปเสีย นี่ความจริงที่เกิดขึ้นทางด้านปฏิบัติ ประจักษ์ใจ ที่เป็นความจริงเช่นนี้ และเป็นความจริงที่ฝังจิต ฝังใจ เชื่อแน่อย่างประทับใจ อะไรก็ “สักแต่ว่าอันนั้น” เท่านั้น ไม่เลยกว่านั้น จนกลายเป็นสัตว์เป็นบุคคล เป็นเรา เป็นเขา ดังที่เคยสำคัญมั่นหมายมาแต่ก่อนนั่นเลย

แต่ละส่วนของธาตุ ของขันธ์ ปรากฏเป็นความจริงขึ้นมา ด้วยสติปัญญา รูป ก็เป็นความจริง เพราะจิตรู้จริง เวทนา ก็เป็นความจริงอันหนึ่ง เพราะจิตรู้จริง สัญญา สังขาร วิญญาณ แต่ละอย่าง ละอย่าง ก็เป็นความจริงแต่ละอย่าง เพราะจิตเห็นความจริงอย่างเต็มตัว อาการแต่ละอย่างที่กระเพื่อมออกมาในทางจิตใจ ก็ทราบว่าเป็นความจริงแต่ละอย่าง ๆ ไม่หลงไม่ตื่นเงาตัวเอง เราอยู่ธรรมดา เรายังรู้ว่านั้นเป็นเงา นี้เป็นตัวของเรา แต่เงา ของจิตนั้นเราไม่ทราบ เราถือว่าเป็นตัวเสียทั้งนั้น จึงต้องวุ่นวาย อะไรที่เป็นอาการของจิตที่แสดงออก เราก็ถือว่าเป็นเราเสียทั้งหมด คือ เงาเป็นตน เงาหลอกว่าดี ก็ว่าเราดี เงาหลอกว่าชั่ว ก็ว่าเราชั่ว ทั้งๆ ที่ไม่เป็นความจริงก็เชื่อไปตามเงา เกิดความเดือดร้อนวุ่นวายไปหมด เพราะความคิดปรุงหลอกหลอนตน

เพราะฉะนั้น การพิจารณาทางด้านปัญญา จึงต้องค้นให้ถึงความจริง ท่านจึงเรียกว่า “ปัญญา” ความฉลาดแหลมคม ถึงความจริงทุกสัดทุกส่วน แล้วมันก็แยกตัวกันเองอันไหนเป็นอะไร ก็ไม่ฝ่าฝืนความจริง ไม่ปีนเกลียวกับความจริง ต่างอันต่างจริง ต่างอันต่างอยู่ แน่ะ! จิตใจก็ไม่ยุ่งเหยิงวุ่นวาย ไม่หาเรื่องก่อกวนตนเอง นี่จะเรียกว่าอะไรล่ะ เมื่อถอดออกหมด ถอดออกหมด มันก็รู้ ที่ท่านเรียกว่า “รู้” รู้อย่างนี้เอง รู้เรื่องของตัวเองจิตก็หลุดพ้น เป็นอิสระเต็มภูมิ

ทีนี้เวลาจิตรู้เสียทุกสิ่งทุกอย่าง ปล่อยเสียทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว จิตจะมีความอยากให้ยิ่งขึ้นไปกว่านั้นก็ไม่มี ความอยากนั้นเกิดขึ้นเพราะความไม่พอ ความไม่สมบูรณ์ ความบกพร่องจึงทำให้เกิดความอยากขึ้นมา ทีนี้จิตมีความรู้เต็มตัว เต็มภูมิ ไม่มีความบกพร่องแล้ว ก็ไม่อยาก คือ ไม่อยากรู้อะไรอีกให้ยิ่งกว่านี้ เท่าที่เป็นอยู่นี้เป็นที่เหมาะสมแล้ว ไม่อยากสุขอะไรให้ยิ่งกว่านี้ ยิ่งกว่านี้ไป ไม่ใช่ฐานะของจิตที่ก้าวเข้าถึงความพอดีแล้ว

นี่ท่านเรียกว่า “มัชฌิมา ในหลักธรรมชาติ ที่เป็นส่วนผล” ซึ่งสืบเนื่องมาจาก “มัชฌิมา คือ ข้อปฏิบัติ” ดำเนินเข้าไปด้วย “มัชฌิมา อันเป็นศูนย์กลาง” พอเข้าถึง “มัชฌิมาในหลักธรรมชาติ” อันเป็นส่วนผลแล้ว ก็เป็นอันว่า “พอตัว” คือ ไม่ยิ่งไม่หย่อนกว่านั้น “เสมอ” จะเรียกว่า “เสมอ” ก็ไม่ถนัดใจ เรียกว่า “พอ” แล้วเหมาะ เพราะอิ่มเต็มที่แล้วยิ่งกว่านี้ไปไม่ได้ “พอ” นั่นแหละเหมาะ

ปฏิบัติด้วยธรรม รู้ด้วยธรรม ไม่ใช่เป็นไปด้วยกิเลส ย่อมถึง “เมืองพอ” ได้ ไม่เหมือนกับโลก ดังพระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลาย ท่านถึง “เมืองพอ” ท่านพอแล้วพอดิบพอดีอยู่ตลอดกาล ว่า “นิพพานเที่ยง” จะหมายถึงอะไร ถ้าไม่หมายถึง “จิตที่พอตัวแล้ว เที่ยงธรรม ไม่เอนเอียงกับสิ่งใดๆ ทั้งหมด”

ธรรมชาติที่กล่าวถึงเวลานี้ได้แก่ “ความรู้” ตั้งแต่ขั้นเริ่มแรก ขั้นมูลฐาน จนถึงขั้นบริสุทธิ์พุทโธ จะหมายถึงอะไร ถ้าไม่ใช่ “ผู้รู้” ซึ่งได้ยินอยู่เวลานี้ ที่ทราบอยู่เวลานี้ ผู้นี้แหละผู้ที่เป็นสาระแก่นสารที่สุดในร่างกายของเรา ไม่มีอะไรเหนือไปกว่าผู้นี้

แต่เวลานี้ ผู้นี้ยังไม่สามารถตั้งตัวได้เต็มอรรถเต็มธรรมหรือเต็มภูมิของตัว จึงต้องอาศัยสิ่งนั้นสิ่งนี้ หรือเกาะสิ่งนั้นเกาะสิ่งนี้พอพยุงตัว แต่มักถูกสิ่งทั้งหลายภายนอก ที่เป็นภัยต่อจิตใจ ผลักหกล้มลงไปก็มีเยอะ เพราะจิตยังไม่ฉลาด จึงผิดพลาดไปกับอารมณ์นั้นๆ ได้

ต้องพยุงด้วยอรรถด้วยธรรมจนเป็นตัวของตัวได้ แล้วเป็นตัวของตัวอย่างเต็มภูมิ คำว่า “เป็นตัวของตัวอย่างเต็มภูมิ” นี้ เราก็ให้ชื่อเอาเฉย ๆ ไม่ใช่เป็น “ตัวของตัว” ด้วยความสำคัญมั่นหมาย แต่เป็นธรรมชาติแท้ เราก็ให้ชื่ออย่างนั้นเอง เพราะโลกมีสมมุติก็ให้ชื่อไปตามสมมุติ เช่น ให้ชื่อว่า “นิพพาน” อย่างนี้

บรรดาท่านผู้ถึง “นิพพาน” แล้ว ท่านไม่ได้สงสัย ให้ชื่อให้นามหรือไม่ให้ ท่านก็ไม่มีปัญหา แต่โลกมีสมมุติก็ต้องให้ชื่อสมมุติไปตามโลก เช่น ปิดป้ายไว้ที่หน้าวัดว่า “วัดป่าบ้านตาด” เพื่อให้คนที่ยังไม่ทราบได้อ่านรู้ว่า “อ้อ นี่วัดป่าบ้านตาด” สำหรับพระเณรหรือประชาชนอยู่ในวัดนี้แล้ว ก็ไม่มีปัญหาอะไร จะต้องไปอ่านชื่อ “วัดป่าบ้านตาด” เพราะรู้อยู่แล้ว ผู้ที่รู้นิพพานก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน

ระยะนี้แหละ ระยะที่เราว่าง เป็นโอกาสดีที่สุดสำหรับการบำเพ็ญตน เหมาะที่สุดในเวลาที่เป็นอยู่ สะดวกกายสบายใจ อะไรๆ เราก็ได้ผ่านมาแล้ว เวลานี้เป็นเวลาเหมาะสม ตายแล้วก็หมดค่า ไม่เกิดประโยชน์อะไร เราเป็นอยู่อย่างนี้ เราทำได้ทุกอย่าง ทำเสียเวลานี้ ร่างกายกำลังเป็นเครื่องมือได้ดี จิตใจก็ทำหน้าที่ได้ดีด้วย ถ้าร่างกายที่เป็นเครื่องมือนี้สลายไปแล้วก็ต้องยุติ หรือเราจะสามารถพากันไปทำงานในเวลาตายแล้วได้ยังงั้นหรือ? สำหรับโลกมนุษย์นี้ ไม่มีคนตาย สัตว์ตายแล้วทำงานใดๆ ได้ ถ้าอย่างนั้น พระพุทธเจ้าก็ต้องสอนคนตายซิ ไม่ต้องประกาศสอนธรรมแก่โลกที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ท่านสอน “คนเป็น” นี่ เห็นว่าเป็นผู้ที่เหมาะสมที่สุดต่อหน้าที่การงานที่ชอบธรรมทั้งหลาย ท่านจึงสอนให้เหมาะสมที่สุดกับคนที่สมควรแก่การงาน คนตายแล้วท่านไม่สอน!

คิดดูเวลาท่านตรัสรู้แล้วนั่นน่ะ ทรงพิจารณาด้วยพระญาณ ก็ทรงทราบว่า ดาบสทั้งสองนั้นสิ้นไปเสียเมื่อวาน เมื่อทรงพิจารณาทราบแล้วก็ทรงรำพึงว่า “โอ น่าเสียดาย” นั่น! ท่านเลิกสนพระทัยที่จะไปสั่งสอน เพราะสุดวิสัยแล้ว ถ้าศาสนาเพื่อสอนคนตายจริงๆ ก็ต้องว่า “โอ้ เหมาะสมแล้วนี่ ดาบสทั้งสองตายไปเมื่อวานนี้ เราส่งผู้ตายนี้ให้ถึงนิพพานเสียเลย สะดวกมาก” แต่นี่ท่านไม่ไป และเสด็จไปหา “ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕” ผู้อยู่ในวิสัยที่จะได้จะถึงธรรมทั้งหลาย เมื่อเสด็จไปถึงพอทรงแสดง “เทฺวเม ภิกฺขเว อนฺตา ปพฺพชิเตน น เสวิตพฺพา ฯลฯ” เท่านั้น ปัญจวัคคีย์ทั้งหลายก็ได้บรรลุธรรมตามขึ้นมา มีพระอัญญาโกญฑัญญะ เป็นต้น เปล่งอุทานออกมาในขณะนั้นว่า “ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ” นี้เป็นอุทานที่ออกมาจากความรู้จริงในขั้นเริ่มแรกแห่งธรรมที่พระอัญญาโกณฑัญญะได้รู้ว่า “สิ่งทั้งหลายมีความเกิดขึ้นแล้วดับไปเป็นของตายตัว มีความเกิดและมีความดับไปเป็นของตายตัว คือ คู่กันอย่างนี้ แยกกันไม่ออก” นี่จิตหยั่งถึงความสุข จากนั้นก็ทรงแสดง “อนัตตลักขณสูตร” เป็นลำดับไป

อนัตตลักขณสูตร ท่านแสดงว่าอะไรบ้าง ก็ “รูปัง อนิจจัง เวทนา อนิจจา สัญญา อนิจจา สังขารา อนิจจา วิญญาณัง อนิจจัง รูปัง อนัตตา” แน่ะ! ทั้งอดีต อนาคต ปัจจุบัน อยู่ในไตรลักษณ์นี้ทั้งหมดรวมลงอยู่ในนี้ “อนัตตา” แสดงว่าไม่ใช่ตน แสดงอย่างนี้ ล้างจิตใจให้สะอาดหมดจด ได้บรรลุธรรมทั้งห้าองค์ ด้วยอรหัตผลทั้งสิ้น

นี่ท่านสอนคนเป็น ไม่ได้สอนคนตาย! ที่เราอยู่ในวิสัยเวลานี้ เราไม่ใช่คนตาย เป็นผู้เหมาะสมอย่างยิ่งแล้วกับธรรมและการปฏิบัติธรรม ถ้าตายแล้วก็สุดวิสัย เวลานี้ยังไม่สุดวิสัย ให้พยายามทำเสียตั้งแต่บัดนี้ ช่วยตัวเองเสียแต่บัดนี้ เราจะไม่เสียท่าเสียที เรานี้เป็นผู้จะเสียท่าได้ท่า แล้วแต่จะพลิกแพลงใจไปในทางใดเพื่อตัวเอง ความฉลาดอยู่กับเรา ความโง่อยู่กับเรา เราต้องรู้จักคิดหาความฉลาด ธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าออกมาจากความฉลาด ไม่ได้สอนให้คนโง่ จงรีบขวนขวายด้วยความเฉลียวฉลาดของตนเสียในเวลาอันสมควรนี้ จะไม่เสียท่าเสียที เราจะมีความสุขกายสบายใจ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต สมบัติอันเป็นที่พึงใจจะเป็นของเรา ด้วยการทำความดี เป็นเหตุให้ได้สิ่งที่พึงพอใจสมมักสมหมาย จึงขอยุติการแสดง

วันที่ 19 มกราคม 2519 ความยาว 33.07 นาที
สถานที่ : ศาลาโรงครัว วัดป่าบ้านตาด

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

พระหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

เมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๑๙

ทรัพย์ทางกาย ทางใจ สมบัติอันพึงใจ


การเกิดในแดนพระพุทธศาสนา แต่ไม่ได้อยู่ในแดนพุทธศาสนา ก็เหมือนอย่างโบราณท่านว่า “เป็นผู้ชายไม่ได้บวช” ฉะนั้น ซึ่งเหมือนกับเหยียบแผ่นดินผิด ทั้งหญิงและชายน่าจะผิดมาด้วยกันที่เกิดมาในวงศาสนา เฉพาะอย่างยิ่งพุทธศาสนา แต่ไม่ได้ปฏิบัติศาสนาให้เหมาะสมกับชาติภูมิของตน ก็เท่ากับ “เหยียบแผ่นดินผิด” นั่นแล

พื้นฐานของมนุษย์ ก็คือศีลธรรม เราเกิดมาด้วยอำนาจแห่งศีลธรรมแล้ว ไม่ประพฤติปฏิบัติศีลธรรม ก็เหมือนกับเหยียบพื้นฐานนั้นผิดไป ท่านจึงสอนให้ปฏิบัติธรรมสั่งสมคุณงามความดีไว้ เพื่อเป็นอุปนิสัยปัจจัยเป็นลำดับๆ ไป ที่ว่า “เป็นนิสัย” ก็คือ ศีลธรรมที่เราเคยบำเพ็ญมา ที่เรียกว่า “คุณงามความดี” จะเกิดขึ้นด้วยการให้ทานก็ตาม รักษาศีลก็ตาม การเจริญเมตตาภาวนาก็ตาม หรือการสงเคราะห์สงหาเพื่อนร่วมโลกกัน ไม่ว่าสัตว์ไม่ว่าบุคคลก็ตาม ล้วนแต่คุณงามความดี ซึ่งเป็นผลอันดีงามแทรกซึมเข้าสู่จิตใจ จนกลายเป็นอุปนิสัยประจำตัวในภพชาติต่อไป

จิต เป็นเจ้าของ จิต เป็นผู้บรรจุความดีทั้งหลายที่ทำลงไป เพราะจิตเป็นผู้บงการ จิตเป็นโรงงานแห่งการกระทำความดีเหล่านี้ จิตจึงเป็นเจ้าของที่จะรับเอาผล ซึ่งตนกระทำขึ้นทุกแง่ทุกกระทง เรียกว่า “มูลนิธิ” ก็ได้ “นิธิ” แปลว่าขุมทรัพย์ “มูล” แปลว่ารากฐาน เป็นที่สถิตแห่งขุมทรัพย์ ซึ่งได้แก่ใจ

ที่ให้ชื่อว่า “มูลนิธิ” ก็คือ รากฐานที่ฝังทรัพย์ จิตใจเราเป็นรากฐานอันสำคัญ ที่จะฝังทรัพย์ภายในลงสู่ที่นั่น เมื่อมีทรัพย์ภายในแล้วจะจุติหรือเกิดภพใดก็สะดวกสบาย เช่นเดียวกับคนที่มีทรัพย์ภายนอกติดกระเป๋าไป ไม่ว่าจะไปแห่งหนตำบลใด ต้องการอะไรก็เอาสมบัตินั้นเป็นเครื่องจับจ่ายใช้สอย หรือแลกเปลี่ยนสิ่งที่ตนต้องการ นำมาบำบัดรักษา นำมาบำรุงร่างกาย ทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นความสะดวกด้วยทรัพย์สมบัตินั้น คนมีทรัพย์ภายในก็เช่นนั้นเหมือนกัน

การท่องเที่ยวใน “วัฏสงสาร” ก็เป็นเช่นเดียวกับเราไปบ้านน้อยเมืองใหญ่ในเมืองมนุษย์เรานี่เอง ไปบ้านนอก บ้านนา หรือเมืองนอกเมืองไหนก็ตาม นั่นก็ขึ้นอยู่กับเงินหรือสมบัติ ถ้ามี “แก้วสารพัดนึก” คือเงินแล้ว ไปไหนก็สะดวกกายสบายใจ หากไม่มีก็ลำบาก การท่องเที่ยวใน “วัฏสงสาร” ก็ต้องอาศัย “คุณงามความดี” ที่ได้สั่งสมไว้ภายในใจติดแนบตนไปในภพนั้นๆ

การเกิด เราจะบังคับ หรือต้องการเกิดในสถานที่เช่นไร ย่อมจะเป็นไปตามที่เราต้องการนั้นไม่ได้ ท่านว่า “ต้องเป็นไปด้วยอำนาจแห่งกรรม หรือวิบากแห่งกรรม” ที่ตนได้ทำไว้ จะพาให้เกิด ให้อยู่ ให้สุข ให้ทุกข์ ซึ่งเป็นความจริงอันถูกต้อง มาแต่กาลไหนๆ ลบล้างไม่ได้ ใครจะมีความรู้ความฉลาดสามารถเพียงไร มาลบล้างกรรมและผลของกรรม คือ สุข ทุกข์ ที่มีอยู่กับบรรดาสัตว์ทั่วไปใน “วัฏสงสาร” นี้ ลบล้างไม่ได้!

หากเป็นสิ่งที่ลบล้างได้แล้ว พระพุทธเจ้าที่ทรงมีพระเมตตาต่อบรรดาสัตว์โลก ไม่มีใครเสมอเหมือน จะทรงลบล้างบาปกรรมทั้งหลายออกจากสัตว์โลกให้หมด ไม่มีเหลือแม้แต่น้อยเลย จะให้มีแต่ความร่มเย็นเป็นสุขโดยทั่วถึงกันเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นสัตว์โลกชนิดใดในโลกทั้งสามนี้ ซึ่งรวมอยู่ในคำว่า “สัตว์โลก” จะไม่มีผู้ใดได้รับความทุกข์ความทรมานทางร่างกายและจิตใจเลย จะมีแต่ความสุขความสบายด้วยกันทั้งนั้น เพราะการลบล้างบาปที่ยังสัตว์โลกให้เกิดทุกข์ให้หมดไปโดยสิ้นเชิง

ธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ก็เป็นธรรมยอดเยี่ยมอยู่แล้ว แม้เช่นนั้นก็ยังไม่สามารถที่จะลบล้างกรรมของสัตว์ หรือวิบากแห่งกรรมที่มีอยู่ภายในสัตว์ทั้งหลายให้หมดสิ้นไปได้ เพราะวิบากกรรมเป็นสิ่งตายตัว ใครๆ ไม่อาจลบล้าง หรือทำลายได้นั่นเอง นอกจากผู้นั้นจะพยายามชะล้างหรือลบล้างความชั่ว ด้วยความดีเท่านั้น เช่นเดียวกับเราชะล้างสถานที่สกปรกให้กลายเป็นสถานที่สะอาดขึ้นมา ด้วยน้ำที่สะอาดฉะนั้น นี่เป็นฐานะที่เป็นไปได้ เช่นเราล้างสิ่งที่สกปรกให้สะอาดด้วยน้ำที่สะอาด

การทำความดีก็เหมือนกับการลบล้างความไม่ดีทั้งหลาย ซึ่งมีอยู่ภายในจิตใจให้ค่อยหมดไปนั่นเอง หากเป็นสิ่งที่ลบล้างกันไม่ได้ ศาสนาก็อยู่ในโลกไม่ได้ ปรากฏในโลกไม่ได้ เพราะเป็น “อฐานะ” ลบล้างไม่ได้ มาสอนกันให้เป็นโมฆะเปล่าๆ ทำไม

ที่พระพุทธเจ้าประทานธรรมะไว้สอนโลก ก็เพื่อลบล้างมลทิน คือ บาปกรรมทั้งหลายที่มีอยู่ในสันดานของสัตว์ด้วยการทำดี ให้สะอาดไปโดยลำดับนั่นแล ความประพฤติ การกระทำที่เคยไม่ดีมาก่อน ก็เปลี่ยนแปลงให้เป็นการกระทำดี พูดดี คิดดีไปเรื่อยๆ เพื่อให้สิ่งเก่าแก่ที่ไม่ดี ซึ่งเคยเป็นมาแล้วเพราะความไม่รู้เดียงสาภาวะค่อยๆ หมดไป หากยังมีเหลืออยู่บ้าง ก็เป็นเพียงวิบากเก่าไม่กำเริบ คือ เป็นผลเฉพาะที่ปรากฏอยู่เท่านั้น ไม่กำเริบหรือไม่รุนแรงมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

แต่ถ้าสามารถชำระล้างจิตใจให้มีความสะอาด ปราศจากมลทินโดยประการทั้งปวงแล้ว ก็เป็นอันว่าลบล้างวิบากแห่งกรรมทั้งหลายภายในจิตใจได้โดยสิ้นเชิง หากจะปรากฏบ้าง ที่เรียกว่า “วิบาก” ซึ่งเป็นผลของกรรมเก่า ซึ่งเคยทำมาตั้งแต่กาลก่อน “ก็ได้รับแค่ธาตุขันธ์” เท่านั้น ยกตัวอย่าง เช่นพระพุทธเจ้าเวลาจะปรินิพพาน เสด็จไปกรุงกุสินารา จะเสวยน้ำ รับสั่งให้พระอานนท์ไปตักน้ำ ตักที่ไหนก็เป็นโคลนเป็นตมไปหมด เรื่องนี้พระองค์ก็ได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า “นี้เป็นเพราะกรรมเก่าของเราซึ่งแต่ก่อนเราเป็นพ่อค้าโคต่าง ไล่โคเป็นจำนวน ๕๐๐ ตัวลงไปในแม่น้ำใด หนองใดบึงใด ก็ขุ่นเป็นโคลนเป็นตมไปหมด สัตว์เหล่านั้นได้ดื่มแต่น้ำที่สกปรกที่ขุ่นเป็นโคลนเป็นตม ผลนั้นจึงสะท้อนกลับมาถึงเรา” นี่ผลก็มีเพียงพระกายเท่านั้น ไม่ได้กระทบกระเทือนถึงพระทัยที่บริสุทธิ์ของพระองค์เลย

ส่วนความดีงามก็ตามสนองมาโดยลำดับ เช่น เสด็จไปสถานที่ใด ก็มีคนเคารพ เทวบุตร เทวดา อินทร์ พรหม เคารพนบนอบพระองค์ เครื่องสักการบูชามาจากทิศต่างๆ เต็มไปหมด นี่ก็เป็นการเสวยผลในทางพระกายเท่านั้น ส่วนที่จะให้พระองค์มีความยินดียินร้ายไปด้วยนั้น ไม่มี!

การที่เราทำความดีทั้งหลายนั้น ก็เหมือนกับเราเอาน้ำสะอาดชำระสิ่งที่สกปรกโสโครกภายในจิตใจให้หมดไปโดยลำดับๆ ท่านจึงสอนให้ทำความดี คนมีคุณงามความดีย่อมเป็นที่อบอุ่นภายในจิตใจ ทั้งปัจจุบัน คือเวลายังเป็นอยู่ และอนาคตที่จะเป็นไปในกาลข้างหน้า เพราะเรามีหลักยึด มีที่พึ่งที่เกาะที่อาศัยภายในใจ ไม่มีสิ่งใดที่จะแนบสนิทใจหรือเป็นที่ตายใจ ที่อบอุ่นใจ ยิ่งกว่าคุณงามความดีทั้งหลาย ที่ท่านว่า “เปรียบเหมือนกับเงาเทียมตัว แต่เงานั้นจะปรากฏในที่แจ้งเท่านั้น เข้าสู่ที่มืดแล้วเงาไม่ปรากฏ” สำหรับคุณงามความดีนี้ เราจะไปเกิดในสถานที่ใดๆ ย่อมติดแนบอยู่กับใจเรา เพราะความดีเหล่านั้นสถิตอยู่กับใจ

ท่านจึงสอนให้พยายามอบรมจิตใจ ความยากความลำบาก อย่าถือเป็นอุปสรรคจนเกินเหตุเกินผลจนเสียเวล่ำเวลา ไม่ได้กระทำความดี เพราะความลำบากนั้นเป็นอุปสรรค ความลำบากเพราะหน้าที่การงานนั้นมีด้วยกัน เราอย่าถือว่าเราเป็นมนุษย์มีหน้าที่การงานล้นมือ บางคนว่าเหลือบ่ากว่าแรงก็มี

ส่วนสัตว์ล่ะ เขาหากินอยู่ในถิ่นต่างๆ ไม่ว่าสัตว์ชนิดใด มีปาก มีท้อง ต้องวิ่งเต้นขวนขวายหาอยู่หากิน นั่นไม่ใช่งานของเขาหรือ? เขาก็ไม่เห็นบ่น ทั้งเสี่ยงต่ออันตรายมาก เวลาอยู่โดยปกติ และเวลาออกเที่ยวหากิน ไม่เหมือนมนุษย์เรา สัตว์ไปที่ไหน ทั้งความกลัวตาย ทั้งความหิวโหยบีบบังคับให้จำต้องออกหากิน ไม่ยังงั้นก็ถูกเขาฆ่าจริงๆ ต้องระมัดระวัง ทั้งปากท้องก็หิวโหย จะไปกินน้ำก็กลัวจะถูกเขายิง กลัวว่าจะถูกข่ายเขาดัก จะกินผลไม้ก็กลัวจะถูกเขาดักอีก จะไปหากินหญ้า กินอาหารชนิดใดๆ ก็กลัวถูกมนุษย์นั่นแหละสำคัญ คอยแต่จะทำลายเขา เสี่ยงไปทุกด้านและทุกวันเวลาไม่เหมือนมนุษย์เรา นั่นก็คืองานของเขา ซึ่งเสี่ยงอันตรายยิ่งกว่ามนุษย์เรามาก งานของเขาการเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ไม่เหมือนงานของมนุษย์ รู้สึกผิดกันอยู่มาก ได้เปรียบสัตว์อยู่มาก

งานของมนุษย์นี่ มีน้อยที่จะเป็นงานเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเหมือนดังสัตว์ทั่วๆ ไป เป็นงานที่ทำด้วยความอิสระ โดยการประกอบหน้าที่การงานที่ชอบธรรม เราทำได้ด้วยกันทั้งโลก ไม่มีใครว่าใคร ไม่มีใครเบียดเบียนใคร อาจมีบ้างก็เป็นธรรมดาของคนมีกิเลส ไม่เช่นนั้นก็ไม่เรียกว่าการงานของคนมีกิเลสอยู่ด้วยกัน แต่ที่จะออกหน้าออกตาเหมือนดังที่เขาทำลายสัตว์อย่างนั้นไม่มี ถึงจะยากลำบาก ก็ถือว่าเป็นงานจำเป็นของเรา เพราะเราต้องอาศัย เวลาร้อน ไม่พึ่งเย็นจะพึ่งอะไร เวลาหนาวก็พึ่งผ้าห่ม เวลาร้อนก็ต้องพึ่งน้ำ เวลาหิวกระหายก็ต้องพึ่งอาหารการบริโภค ทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นประโยชน์ทั้งนั้น ที่จำต้องขวนขวายมีไว้ในคราวจำเป็นด้วยกันทั่วโลก

ร่างกายของเรามันอยู่ตามลำพังตนเองไม่ได้ ต้องอาศัยพึ่งพิงสิ่งอื่นๆ ตลอดมา ทีนี้ทางด้านจิตใจจะไปอยู่โดดเดี่ยวได้อย่างไร เมื่อไม่มีคุณงามความดีเป็นที่เกาะที่อาศัย ก็ต้องว้าเหว่วุ่นวาย ขุ่นมัว เดือดร้อน ท่านจึงสอนให้บำเพ็ญประโยชน์ เช่นการทำบุญให้ทานเฉพาะอย่างยิ่งการภาวนา ซึ่งเป็นที่รู้และที่รวมแห่งกุศลทั้งมวล

อายุอานามไม่สำคัญ จิตใจมันคึกคะนองได้ด้วยกันทั้งนั้น ความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ความคึกคะนองไม่เข้าเรื่องเข้าราวต่างๆ ราวกับจะตายไม่เป็น นั่นคิดได้ทั้งผู้หญิงผู้ชาย ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ไม่มีประมาณความพอดี ถ้าไม่มีธรรมเป็นรั้วกั้น เป็นทำนบคอยปิดกั้นไว้ ใจจะโดดลงนรกวันหนึ่งกี่ครั้งนับไม่ถ้วน นรกในที่นี้ คือ ความทุกข์ร้อนภายในใจ ที่ความคึกคะนองของใจก่อขึ้นมาเผาลนตนเองอยู่ไม่หยุด ชนิดรถไม่มี “เบรกห้ามล้อ” นั่นแล

คำว่า “ธรรม” มีความหมายกว้างขวาง อาจนึกน้อมนำมาปฏิบัติได้ยาก จึงย่นธรรมเข้ามาเพื่อเข้าใจและปฏิบัติถูกและง่ายขึ้น เช่น การภาวนาด้วยบทธรรม มี “พุทโธ” เป็นต้น เป็นคำบริกรรมกำกับใจ ไม่ให้คิดไปอื่น อบรมใจให้มีความสงบสุข ซึ่งเป็นกิจที่ควรทำอย่างยิ่ง ถ้าไม่มีการอบรมบ้างเลยตลอดวันตาย ใจจะหาความสงบสุข และหาที่หลบที่ซ่อนจากทุกข์ไม่ได้เลย จะมีแต่ความรุ่มร้อนกลุ้มรุมอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นการอบรมด้วย “จิตตภาวนา” จึงเป็นผลให้เกิดความสงบ และพักผ่อนหย่อนใจได้ดีในโอกาสอันควร ไม่รุ่มร้อนเสมอไป

ขณะที่เรากำหนด “พุทโธ ๆ” นั้น จิตก็ให้สงบอยู่กับ “พุทโธ” อยู่แล้ว บังคับไม่ให้จิตส่งออกไปภายนอก ซึ่งเคยส่งออกไปกี่ปีกี่เดือนมาแล้ว ไม่เห็นเกิดประโยชน์อะไรนอกจากความทุกข์ที่ถูกต้อนมาเพราะความคิดอันเป็นไฟนั้นๆ เท่านั้น เวลานี้เราจะระงับความคิดทั้งหลายซึ่งเคยรบกวนใจให้สิ้นไป อาศัยความคิดปรุงเฉพาะคำ “พุทโธ” “พุทโธ” อย่างเดียวเท่านั้น เช่น เรากำหนด “พุทโธ” ก็บริกรรม และมีความรู้จดจ่อ ตั้งหน้าตั้งตาอยู่กับคำบริกรรมนั้นๆ ไม่ให้จิตส่ายแส่ไปสู่อารมณ์ที่ก่อกวนตนเอง จิตย่อมจะได้รับความสงบ ใจเมื่อได้รับการบำรุงรักษาด้วยสติ และตั้งหน้าตั้งตาทำอยู่โดยสม่ำเสมอ จิตย่อมมีความสงบลงได้ พอจิตสงบ กายสงบ ความสุขก็มาเอง เหตุที่ไม่มีความสุขอยู่ภายในใจนั้นก็เพราะใจไม่มีความสงบนั่นเอง จึงทำให้กายระส่ำระสาย จนหาที่หลบซ่อนผ่อนคลายบ้างไม่ได้

พอจิตเริ่มสงบ ภาระก็เริ่มเบาลง ใจก็เริ่มสบายในขณะนั้น และเริ่มเห็นคุณค่าของความสงบขึ้นในทันทีทันใด ฉะนั้นขณะทำภาวนาจึงเป็นขณะที่กลั่นกรองอารมณ์ออกจากใจ ให้เหลือเฉพาะอารมณ์แห่งธรรม เช่น คำบริกรรม “พุทโธ” เป็นต้นเท่านั้น อารมณ์ที่เป็นพิษเป็นภัยอื่นๆ ระงับดับไปหมด ไม่สนใจคิด ใจก็ได้รับความร่มเย็นเมื่ออารมณ์แห่งธรรมเข้าสู่ใจ เมื่อใจมีความร่มเย็น มีความสงบแล้ว ย่อมเกิดความโล่งโถงภายในตัวเอง ปรากฏว่าใจมีคุณค่าขึ้นมาในขณะนั้น

แต่ก่อนเราไม่เคยคิดว่าเราจะมีคุณค่าอะไรเลย นอกจากความด้นเดาเกาหมัดไปเฉยๆ เพราะความเห่อตัวเองว่ามีคุณค่าอย่างนั้น สำคัญตนอย่างนี้ แบบลมๆ แล้งๆ โดยหาความจริงไม่ได้ แต่พอจิตมีความสงบตัวลงเท่านั้น ก็เหมือนกับเราสร้างคุณค่าขึ้นภายในจิตใจเรา ปรากฏเป็นความอบอุ่น เป็นความร่มเย็นเป็นสุข มีที่พึ่ง นั่งอยู่ก็อิ่มใจ ทำอะไรๆ อยู่ก็อิ่มเอิบภายในใจ ใครจะว่าอะไรก็ไม่ค่อยโกรธเอาง่ายๆ ไม่ค่อยฉุนเฉียว เพราะจิตมีที่พึ่ง มีหลักเกณฑ์ ไม่วอกแวกคลอนแคลน เพียงเท่านี้ก็เห็นผลแล้ว ผลนี้แลที่จะยังเหตุดีต่อๆ ไปให้เพิ่มปริมาณขึ้น หรือสืบต่อกันไปเป็นลำดับ จนมีกำลังมากขึ้นทุกที ทวีคูณ

เมื่อปรากฏผลเป็นความสงบสุขแล้ว คนเราย่อมมีแก่ใจ เพราะทำงานเป็นผล คือความสงบสุข แต่ต้องพยายามทำอยู่เรื่อยๆ ยิ่งเฒ่าแก่แล้วเช่นนี้ ก็ไม่ทราบว่าจะไปหาทำงานอะไรกับโลกเขาให้เหมาะสมกับตัวและวัยของตัว ซึ่งคอยแต่จะตกคลองอยู่แล้ว นอกจากงาน “จิตตภาวนา” ซึ่งเป็นงานยอดเยี่ยม และเหมาะสมกับวัยที่ผ่านโลกมานานเท่านั้น

งานเลี้ยงลูกเลี้ยงหลาน ก็เลี้ยงมาเสียพอแล้ว แทบเป็นแทบตาย เลี้ยงลูกแล้วยังไม่แล้ว ยังเลี้ยงหลาน เลี้ยงเหลน อะไรๆ เป็น “บ๋อย” เขาอยู่ตลอดมา จึงควรหันมาเลี้ยงตนบ้าง ตนมันยังไม่เติบโต โตแต่วัยอายุสังขาร แต่ภายในใจมันเหี่ยวมันแฟบอยู่ตลอดเวลา หาความสุขที่จะบรรจุบ้างไม่มีเลยอย่างนี้ จะไม่ร้อนใจได้อย่างไร มันต้องร้อนคนเรา! เพราะไม่มีความร่มเย็นด้วยธรรมภายในใจ เป็นที่เกาะที่ยึดอาศัย

เพราะฉะนั้น จึงต้องพยายามเลี้ยงตัวเองด้วยศีลด้วยธรรม พยายามอบรมจิตใจของตนให้มีความสงบ จิตจะพองตัวขึ้นมา เย็นสบายโล่งขึ้นมา การเลี้ยงตัวด้วยศีลด้วยธรรมมีจิตตภาวนาเป็นสำคัญ จงพยายามอบรมรักษาตน คือรักษาใจให้ดี อย่าให้ตัวแมลงมากัดมาไชมาบ่อนทำลายได้ อะไรๆ ก็ได้ผ่านมาแล้ว เรื่องโลกเรื่องสงสาร เราเคยผ่านมานานขนาดนี้แล้วพอจะรู้เรื่องได้ดี เพราะเราได้เคยบวกเคยลบมาแล้ว ผ่านโลกมานาน ทางตาก็ผ่านมาแล้วตั้งแต่วันรู้เดียงสาภาวะ หู จมูก ลิ้น กาย มันสัมผัสสัมพันธ์กับสิ่งทั้งหลายมาตลอดสาย ผลดีผลชั่วมีประการใดบ้าง เราพอทราบจากความสัมผัสเหล่านี้มาแล้ว ไม่น่าสงสัยว่าสิ่งเหล่านั้นจะพาเราวิเศษวิโสต่อไปอีกแล้ว

เวลานี้ยังเหลือแต่ความรู้ คือ ใจเท่านั้น สิ่งที่เคยสัมผัสมาเหล่านั้นก็หายไปหมด เอาความจริงจังกับสิ่งเหล่านั้นไม่ได้ แล้วเรายังจะพะวักพะวนกับความคิดปรุงในสิ่งเหล่านี้อยู่อย่างไรอีก ถ้าไม่ใช่เราหลงจนเกินตัวไป เราควรจะบวกลบ คูณหาร ดูตัวเราด้วยดี ที่เกี่ยวกับสิ่งทั้งหลายที่ผ่านมาแล้ว และประมวลจิตใจ ประมวลความรู้สึก ประมวลความตั้งอกตั้งใจ เจตนาของเราลงสู่ธรรม บำเพ็ญตนด้วยจิตตภาวนา หรือด้วยอะไรก็ตามที่เป็นคุณงามความดี เป็นที่อบอุ่นของใจ เป็นอารมณ์อันร่มเย็นเป็นสุขทางใจ และอยู่ด้วยความเป็นสุขใจ เฉพาะอย่างยิ่ง คือ จิตตภาวนา เป็นอารมณ์สำคัญมากต่อจิตใจ จงทำจิตตภาวนาให้มีความสงบเย็นใจ คำว่า “ความสงบ” มีหลายขั้น

ขั้นต้นแห่งความสงบ ก็พอเริ่มๆ สงบเข้าไป เริ่มเบากาย เบาใจ ทำหลายๆ ครั้งหลายๆ หน ก็สงบแน่วแน่ สงบแนบแน่น ละเอียด ละเอียดจนร่างกายไม่มีในความรู้สึกเลยก็มี นั้นมีความสุขมาก จิตเวิ้งว้างอย่างพูดไม่ถูก จะว่าอยู่ในอากาศก็ไม่เชิง อยู่กับอะไรก็ไม่ใช่ แต่ความรู้หากรู้ตัวอยู่โดยเฉพาะ ส่วนร่างกายหายไปหมดในความรู้สึกนั้นแหละ คือความสงบที่ละเอียดมาก นั่นเป็นความสุขที่ลืมไม่ได้ หากไม่มีความก้าวหน้าขึ้นไปยิ่งกว่านั้น จะลืมความเป็นเช่นนั้นไม่ได้จนกระทั่งวันตาย เพราะเป็นความสุขที่ประทับใจอย่างยิ่ง ตั้งแต่วันเกิดมาไม่เคยปรากฏเช่นนี้ เป็นความสุขที่แปลกประหลาดอัศจรรย์ นี้แลเป็นเชื้ออันสำคัญที่จะให้เกิดความอุตส่าห์พยายามต่อสู้กับความวุ่นวายทั้งหลาย เพื่อเอาความสงบนี้เข้ามาเป็นสมบัติของใจได้อย่างสมหมาย

ที่กล่าวมานี้ เรียกว่า “ใจสงบ” ความสงบนั้น คือไม่มีอารมณ์อะไรมากวน ภายในใจเองก็ไม่คิดไม่ปรุงวุ่นวาย ออกไปยุ่งเหยิงกับสิ่งภายนอก สิ่งภายนอกก็มีอยู่ตามสภาพของเขา เมื่อใจไม่ไปเกี่ยวข้องแล้ว ก็เหมือนไม่มีสิ่งต่างๆ ที่เคยมีอยู่ในโลกมากมาย ทั้งนี้เพราะใจไม่ไปเกี่ยวข้องเขาเท่านั้น เกี่ยวข้องมากน้อย เรื่องราวคืออารมณ์ก็มาก ตามใจที่คิดออกไปเกี่ยวข้อง

พอจิตหดตัวเข้ามาสู่ความเป็นตัวของตัวอยู่โดยเฉพาะ ไม่ไปสำคัญมั่นหมายอยู่กับสิ่งใดๆ แล้ว สิ่งเหล่านั้นถึงมีมากน้อย ก็เหมือนไม่มี เพราะจิตไม่ปรุง ไม่กวนตัวเองคือ ใจไม่เกิดความสำคัญมั่นหมายในสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่รอบตัว ก็ยิ่งมีความสงบแน่วแน่เข้าไป เหลือแต่ความรู้ล้วนๆ นั่นเป็นความสงบที่ละเอียดมาก โลกนี้เหมือนมีแต่ใจดวงนี้เท่านั้น นอกนั้นเหมือนไม่มีอะไรเลย เพียงเท่านี้ก็สบายแล้ว เพราะเห็นหลักเกณฑ์อันแจ่มแจ้งชัดเจน ด้วยใจตัวเอง

หลักเกณฑ์ภายในร่างกาย ชีวิตจิตใจของเรานี้ มีอะไรเป็นหลักที่แท้จริง ก็คือดวงใจนี้เอง ใจก็รู้ชัดเจนแล้วทำอย่างไรถึงจะให้ยิ่งกว่านี้ ? จนถึงที่สุดของจิตของธรรม ที่เป็น “ยอดธรรมแท้”

ตามธรรมดาแม้แต่เราแสวงหาสมบัติได้เท่านี้แล้ว มันต้องอยากได้เท่านั้น ได้เท่านั้นแล้วมันก็อยากได้เท่าโน้นอีก แต่เรื่องการแสวงหาสมบัติภายนอก คือ ทางโลกนี้ ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะหาด้วยอำนาจแห่งความอยาก คือแบบโลกๆ ธรรมดาๆ

แต่ทีนี้เราหาด้วยธรรม หาแบบธรรม ธรรมมีเขตมีแดน มีจุดหมายปลายทาง มีที่ “อิ่มพอ” เมื่อจิตก้าวขึ้นไป ก้าวขึ้นไป จิตเขยิบขึ้นไปเรื่อยๆ ได้ความสุขแค่นี้ ต้องการแค่นั้น ตามความจริงเข้าไป อะไรเป็นสิ่งน่าคิด น่าไตร่ตรอง คิดมันไป เช่น

การพิจารณาเรื่องธาตุ เรื่องขันธ์ ซึ่งอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่วันเกิด ไม่ทราบว่า ธาตุขันธ์ นั้นคืออะไร เขาว่าร่างกายก็ว่าไปกับเขา เขาว่าเราก็ว่าไปกับเขา เหมือนกระต่ายตื่นตูม ในร่างกายนี้ทั้งหมด เรายังไม่ได้แยกแยะให้เห็นตามความจริงของมัน ว่ามีอะไรบ้างที่รวมกันอยู่ จะต้องแยกแยะเข้าไปดูตั้งแต่ผิวหนัง หรือ เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ ดูเข้าไปภายใน ดูเข้าไป ดูเข้าไป หาตัวหญิง ตัวชาย ตัวสัตว์ ตัวบุคคล ตัวเรา ตัวเขา ตัวอัตภาพร่างกายจริงๆ คืออะไร ค้นเข้าไป นี่ท่านว่าปัญญาค้นเข้าไปหาความจริง!

ทีนี้ ความจริงที่ปรากฏขึ้นจากการค้นคว้า การพิจารณาด้วยปัญญานี้ ไม่ใช่เป็นดังที่เราว่า เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เสียแล้ว มันกลายเป็นความจริงอีกประเภทหนึ่งขึ้นมา ถ้าว่า “ธาตุ” ก็สักแต่ว่า ธาตุ ถ้าว่า “รูป” ก็สักแต่ว่ารูป ถ้าว่า “เวทนา” ก็สักแต่ว่าเวทนาไปเสีย นี่ความจริงที่เกิดขึ้นทางด้านปฏิบัติ ประจักษ์ใจ ที่เป็นความจริงเช่นนี้ และเป็นความจริงที่ฝังจิต ฝังใจ เชื่อแน่อย่างประทับใจ อะไรก็ “สักแต่ว่าอันนั้น” เท่านั้น ไม่เลยกว่านั้น จนกลายเป็นสัตว์เป็นบุคคล เป็นเรา เป็นเขา ดังที่เคยสำคัญมั่นหมายมาแต่ก่อนนั่นเลย

แต่ละส่วนของธาตุ ของขันธ์ ปรากฏเป็นความจริงขึ้นมา ด้วยสติปัญญา รูป ก็เป็นความจริง เพราะจิตรู้จริง เวทนา ก็เป็นความจริงอันหนึ่ง เพราะจิตรู้จริง สัญญา สังขาร วิญญาณ แต่ละอย่าง ละอย่าง ก็เป็นความจริงแต่ละอย่าง เพราะจิตเห็นความจริงอย่างเต็มตัว อาการแต่ละอย่างที่กระเพื่อมออกมาในทางจิตใจ ก็ทราบว่าเป็นความจริงแต่ละอย่าง ๆ ไม่หลงไม่ตื่นเงาตัวเอง เราอยู่ธรรมดา เรายังรู้ว่านั้นเป็นเงา นี้เป็นตัวของเรา แต่เงา ของจิตนั้นเราไม่ทราบ เราถือว่าเป็นตัวเสียทั้งนั้น จึงต้องวุ่นวาย อะไรที่เป็นอาการของจิตที่แสดงออก เราก็ถือว่าเป็นเราเสียทั้งหมด คือ เงาเป็นตน เงาหลอกว่าดี ก็ว่าเราดี เงาหลอกว่าชั่ว ก็ว่าเราชั่ว ทั้งๆ ที่ไม่เป็นความจริงก็เชื่อไปตามเงา เกิดความเดือดร้อนวุ่นวายไปหมด เพราะความคิดปรุงหลอกหลอนตน

เพราะฉะนั้น การพิจารณาทางด้านปัญญา จึงต้องค้นให้ถึงความจริง ท่านจึงเรียกว่า “ปัญญา” ความฉลาดแหลมคม ถึงความจริงทุกสัดทุกส่วน แล้วมันก็แยกตัวกันเองอันไหนเป็นอะไร ก็ไม่ฝ่าฝืนความจริง ไม่ปีนเกลียวกับความจริง ต่างอันต่างจริง ต่างอันต่างอยู่ แน่ะ! จิตใจก็ไม่ยุ่งเหยิงวุ่นวาย ไม่หาเรื่องก่อกวนตนเอง นี่จะเรียกว่าอะไรล่ะ เมื่อถอดออกหมด ถอดออกหมด มันก็รู้ ที่ท่านเรียกว่า “รู้” รู้อย่างนี้เอง รู้เรื่องของตัวเองจิตก็หลุดพ้น เป็นอิสระเต็มภูมิ

ทีนี้เวลาจิตรู้เสียทุกสิ่งทุกอย่าง ปล่อยเสียทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว จิตจะมีความอยากให้ยิ่งขึ้นไปกว่านั้นก็ไม่มี ความอยากนั้นเกิดขึ้นเพราะความไม่พอ ความไม่สมบูรณ์ ความบกพร่องจึงทำให้เกิดความอยากขึ้นมา ทีนี้จิตมีความรู้เต็มตัว เต็มภูมิ ไม่มีความบกพร่องแล้ว ก็ไม่อยาก คือ ไม่อยากรู้อะไรอีกให้ยิ่งกว่านี้ เท่าที่เป็นอยู่นี้เป็นที่เหมาะสมแล้ว ไม่อยากสุขอะไรให้ยิ่งกว่านี้ ยิ่งกว่านี้ไป ไม่ใช่ฐานะของจิตที่ก้าวเข้าถึงความพอดีแล้ว

นี่ท่านเรียกว่า “มัชฌิมา ในหลักธรรมชาติ ที่เป็นส่วนผล” ซึ่งสืบเนื่องมาจาก “มัชฌิมา คือ ข้อปฏิบัติ” ดำเนินเข้าไปด้วย “มัชฌิมา อันเป็นศูนย์กลาง” พอเข้าถึง “มัชฌิมาในหลักธรรมชาติ” อันเป็นส่วนผลแล้ว ก็เป็นอันว่า “พอตัว” คือ ไม่ยิ่งไม่หย่อนกว่านั้น “เสมอ” จะเรียกว่า “เสมอ” ก็ไม่ถนัดใจ เรียกว่า “พอ” แล้วเหมาะ เพราะอิ่มเต็มที่แล้วยิ่งกว่านี้ไปไม่ได้ “พอ” นั่นแหละเหมาะ

ปฏิบัติด้วยธรรม รู้ด้วยธรรม ไม่ใช่เป็นไปด้วยกิเลส ย่อมถึง “เมืองพอ” ได้ ไม่เหมือนกับโลก ดังพระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลาย ท่านถึง “เมืองพอ” ท่านพอแล้วพอดิบพอดีอยู่ตลอดกาล ว่า “นิพพานเที่ยง” จะหมายถึงอะไร ถ้าไม่หมายถึง “จิตที่พอตัวแล้ว เที่ยงธรรม ไม่เอนเอียงกับสิ่งใดๆ ทั้งหมด”

ธรรมชาติที่กล่าวถึงเวลานี้ได้แก่ “ความรู้” ตั้งแต่ขั้นเริ่มแรก ขั้นมูลฐาน จนถึงขั้นบริสุทธิ์พุทโธ จะหมายถึงอะไร ถ้าไม่ใช่ “ผู้รู้” ซึ่งได้ยินอยู่เวลานี้ ที่ทราบอยู่เวลานี้ ผู้นี้แหละผู้ที่เป็นสาระแก่นสารที่สุดในร่างกายของเรา ไม่มีอะไรเหนือไปกว่าผู้นี้

แต่เวลานี้ ผู้นี้ยังไม่สามารถตั้งตัวได้เต็มอรรถเต็มธรรมหรือเต็มภูมิของตัว จึงต้องอาศัยสิ่งนั้นสิ่งนี้ หรือเกาะสิ่งนั้นเกาะสิ่งนี้พอพยุงตัว แต่มักถูกสิ่งทั้งหลายภายนอก ที่เป็นภัยต่อจิตใจ ผลักหกล้มลงไปก็มีเยอะ เพราะจิตยังไม่ฉลาด จึงผิดพลาดไปกับอารมณ์นั้นๆ ได้

ต้องพยุงด้วยอรรถด้วยธรรมจนเป็นตัวของตัวได้ แล้วเป็นตัวของตัวอย่างเต็มภูมิ คำว่า “เป็นตัวของตัวอย่างเต็มภูมิ” นี้ เราก็ให้ชื่อเอาเฉย ๆ ไม่ใช่เป็น “ตัวของตัว” ด้วยความสำคัญมั่นหมาย แต่เป็นธรรมชาติแท้ เราก็ให้ชื่ออย่างนั้นเอง เพราะโลกมีสมมุติก็ให้ชื่อไปตามสมมุติ เช่น ให้ชื่อว่า “นิพพาน” อย่างนี้

บรรดาท่านผู้ถึง “นิพพาน” แล้ว ท่านไม่ได้สงสัย ให้ชื่อให้นามหรือไม่ให้ ท่านก็ไม่มีปัญหา แต่โลกมีสมมุติก็ต้องให้ชื่อสมมุติไปตามโลก เช่น ปิดป้ายไว้ที่หน้าวัดว่า “วัดป่าบ้านตาด” เพื่อให้คนที่ยังไม่ทราบได้อ่านรู้ว่า “อ้อ นี่วัดป่าบ้านตาด” สำหรับพระเณรหรือประชาชนอยู่ในวัดนี้แล้ว ก็ไม่มีปัญหาอะไร จะต้องไปอ่านชื่อ “วัดป่าบ้านตาด” เพราะรู้อยู่แล้ว ผู้ที่รู้นิพพานก็เป็นอย่างนั้นเหมือนกัน

ระยะนี้แหละ ระยะที่เราว่าง เป็นโอกาสดีที่สุดสำหรับการบำเพ็ญตน เหมาะที่สุดในเวลาที่เป็นอยู่ สะดวกกายสบายใจ อะไรๆ เราก็ได้ผ่านมาแล้ว เวลานี้เป็นเวลาเหมาะสม ตายแล้วก็หมดค่า ไม่เกิดประโยชน์อะไร เราเป็นอยู่อย่างนี้ เราทำได้ทุกอย่าง ทำเสียเวลานี้ ร่างกายกำลังเป็นเครื่องมือได้ดี จิตใจก็ทำหน้าที่ได้ดีด้วย ถ้าร่างกายที่เป็นเครื่องมือนี้สลายไปแล้วก็ต้องยุติ หรือเราจะสามารถพากันไปทำงานในเวลาตายแล้วได้ยังงั้นหรือ? สำหรับโลกมนุษย์นี้ ไม่มีคนตาย สัตว์ตายแล้วทำงานใดๆ ได้ ถ้าอย่างนั้น พระพุทธเจ้าก็ต้องสอนคนตายซิ ไม่ต้องประกาศสอนธรรมแก่โลกที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ท่านสอน “คนเป็น” นี่ เห็นว่าเป็นผู้ที่เหมาะสมที่สุดต่อหน้าที่การงานที่ชอบธรรมทั้งหลาย ท่านจึงสอนให้เหมาะสมที่สุดกับคนที่สมควรแก่การงาน คนตายแล้วท่านไม่สอน!

คิดดูเวลาท่านตรัสรู้แล้วนั่นน่ะ ทรงพิจารณาด้วยพระญาณ ก็ทรงทราบว่า ดาบสทั้งสองนั้นสิ้นไปเสียเมื่อวาน เมื่อทรงพิจารณาทราบแล้วก็ทรงรำพึงว่า “โอ น่าเสียดาย” นั่น! ท่านเลิกสนพระทัยที่จะไปสั่งสอน เพราะสุดวิสัยแล้ว ถ้าศาสนาเพื่อสอนคนตายจริงๆ ก็ต้องว่า “โอ้ เหมาะสมแล้วนี่ ดาบสทั้งสองตายไปเมื่อวานนี้ เราส่งผู้ตายนี้ให้ถึงนิพพานเสียเลย สะดวกมาก” แต่นี่ท่านไม่ไป และเสด็จไปหา “ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕” ผู้อยู่ในวิสัยที่จะได้จะถึงธรรมทั้งหลาย เมื่อเสด็จไปถึงพอทรงแสดง “เทฺวเม ภิกฺขเว อนฺตา ปพฺพชิเตน น เสวิตพฺพา ฯลฯ” เท่านั้น ปัญจวัคคีย์ทั้งหลายก็ได้บรรลุธรรมตามขึ้นมา มีพระอัญญาโกญฑัญญะ เป็นต้น เปล่งอุทานออกมาในขณะนั้นว่า “ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ” นี้เป็นอุทานที่ออกมาจากความรู้จริงในขั้นเริ่มแรกแห่งธรรมที่พระอัญญาโกณฑัญญะได้รู้ว่า “สิ่งทั้งหลายมีความเกิดขึ้นแล้วดับไปเป็นของตายตัว มีความเกิดและมีความดับไปเป็นของตายตัว คือ คู่กันอย่างนี้ แยกกันไม่ออก” นี่จิตหยั่งถึงความสุข จากนั้นก็ทรงแสดง “อนัตตลักขณสูตร” เป็นลำดับไป

อนัตตลักขณสูตร ท่านแสดงว่าอะไรบ้าง ก็ “รูปัง อนิจจัง เวทนา อนิจจา สัญญา อนิจจา สังขารา อนิจจา วิญญาณัง อนิจจัง รูปัง อนัตตา” แน่ะ! ทั้งอดีต อนาคต ปัจจุบัน อยู่ในไตรลักษณ์นี้ทั้งหมดรวมลงอยู่ในนี้ “อนัตตา” แสดงว่าไม่ใช่ตน แสดงอย่างนี้ ล้างจิตใจให้สะอาดหมดจด ได้บรรลุธรรมทั้งห้าองค์ ด้วยอรหัตผลทั้งสิ้น

นี่ท่านสอนคนเป็น ไม่ได้สอนคนตาย! ที่เราอยู่ในวิสัยเวลานี้ เราไม่ใช่คนตาย เป็นผู้เหมาะสมอย่างยิ่งแล้วกับธรรมและการปฏิบัติธรรม ถ้าตายแล้วก็สุดวิสัย เวลานี้ยังไม่สุดวิสัย ให้พยายามทำเสียตั้งแต่บัดนี้ ช่วยตัวเองเสียแต่บัดนี้ เราจะไม่เสียท่าเสียที เรานี้เป็นผู้จะเสียท่าได้ท่า แล้วแต่จะพลิกแพลงใจไปในทางใดเพื่อตัวเอง ความฉลาดอยู่กับเรา ความโง่อยู่กับเรา เราต้องรู้จักคิดหาความฉลาด ธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าออกมาจากความฉลาด ไม่ได้สอนให้คนโง่ จงรีบขวนขวายด้วยความเฉลียวฉลาดของตนเสียในเวลาอันสมควรนี้ จะไม่เสียท่าเสียที เราจะมีความสุขกายสบายใจ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต สมบัติอันเป็นที่พึงใจจะเป็นของเรา ด้วยการทำความดี เป็นเหตุให้ได้สิ่งที่พึงพอใจสมมักสมหมาย จึงขอยุติการแสดง

วันที่ 19 มกราคม 2519 ความยาว 33.07 นาที
สถานที่ : ศาลาโรงครัว วัดป่าบ้านตาด

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

พระหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

เมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๑๙

จงสร้างวาสนาที่ใจ


จงพยายามทำใจให้เป็นหลัก เพื่อเป็นเครื่องยึด ทำอะไรต้องให้มีหลักเกณฑ์ ให้มีเหตุผล ถ้าไม่มีเหตุมีผลก็หาความแน่นอนไม่ได้ การอยู่ด้วยความไม่แน่นอน ไปด้วยความไม่แน่นอน ทำอะไรด้วยความไม่แน่นอน เป็นสิ่งที่เสี่ยงต่อความผิดพลาดทั้งนั้น ผลแห่งความผิดพลาดก็คือความทุกข์ความผิดหวัง ต้องย้อนเข้ามาหาตัวเหตุคือผู้ทำอยู่เสมอ อย่ามองข้ามไป ใจมีความสำคัญที่จะสร้างความแน่นอนให้แก่ตัวเอง คนที่มีจิตเป็นหลักมีธรรมเป็นหลัก มีธรรมเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง ไม่ว่าจะทำหน้าที่การงานอะไร ย่อมเป็นไปด้วยหลักด้วยเกณฑ์ด้วยเหตุด้วยผล เป็นความแน่ใจและแน่นอน

การอบรมจิตใจด้วยศีลด้วยธรรม ก็เพื่อให้ใจมีหลัก ใจนั้นมีอยู่แล้ว รู้อยู่แล้ว แต่ชอบเอนเอียงไปตามสิ่งต่างๆ ไม่มีประมาณ อะไรมาผ่านก็เอนเอียงไปตาม ถูกอะไรพัดผันนิดๆ หน่อยๆ ก็เอนเอียงไปตาม นั่นคือจิตไม่มีหลักเกณฑ์ ตั้งตัวไม่ได้ ถูกฟัดถูกเหวี่ยงไปมาอยู่เสมอ ความเอนเอียงไปมาเพราะการถูกสัมผัสต่างๆ นั้น ยังมีผลสะท้อนกลับมาถึงตัวเราให้เดือดร้อนด้วย ฉะนั้นจึงต้องสร้างความแน่นอนให้แก่จิตใจ โดยทางเหตุผลอรรถธรรมเป็นเครื่องดำเนิน

ที่พึ่งพิงของใจก็คือ “ธรรม” ธรรมมีทั้งเหตุทั้งผล เหตุคือการกระทำที่ชอบด้วยเหตุผล ที่เห็นว่าถูกต้องดีงามตามที่ท่านสอนไว้แล้ว อย่านำความยากความลำบากเข้ามาเป็นอุปสรรคกีดขวางทางเดินที่ถูกต้องดีงามโดยเหตุโดยผลของเรา เพื่อจะผลิตผลอันดีให้เกิดขึ้นแก่ตัวเราเอง

เราอย่าตำหนิตนว่า “อำนาจวาสนาน้อย” ซึ่งไม่เข้าท่าเข้าทาง และตัดกำลังใจให้ด้อยลง ทั้งเป็นลักษณะของคนอ่อนแอ ขี้บ่น อยู่ที่ไหนก็บ่น เห็นอะไรก็บ่น เกี่ยวข้องกับใครก็บ่น ทำหน้าที่การงานก็บ่นให้คน บ่นไม่หยุดไม่ถอย บ่นให้ลูกให้หลาน บ่นให้สามีภรรยา ส่วนมากมักเป็นผู้หญิงที่ช่างบ่น เพราะงานจุกจิกส่วนมากมารวมอยู่กับผู้หญิง จึงต้องขออภัยที่พูดเป็นลักษณะตำหนิ และเอารัดเอาเปรียบผู้หญิงมากไป ทั้งที่ผู้ชายทั้งหลายยิ่งไม่เป็นท่าน่าเบื่อเสียจริงๆ ยิ่งกว่าผู้หญิงหลายเท่าตัว

การบ่นให้ตนเอง โดยไม่เสาะแสวงหาเครื่องส่งเสริมในสิ่งที่บกพร่องให้สมบูรณ์ขึ้นนั้น ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ใครไม่ได้หาบ “อำนาจวาสนา” มาออกร้านให้เห็นได้อย่างชัดเจน ดังเขาหาบสิ่งของต่างๆ ไปขายที่ตลาด

วาสนาบารมี” ก็มีอยู่ภายในใจด้วยกันทั้งนั้น หากไม่มีวาสนาแล้วไหนจะมาสนใจกับอรรถกับธรรม เบื้องต้นก็ได้เกิดมาเป็นมนุษย์สมบูรณ์ไม่เสียจริตจิตวิกลวิการต่างๆ ยังมีความเชื่อความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นของเลิศประเสริฐ ไม่มีสิ่งใดประเสริฐยิ่งกว่าศาสนธรรม ซึ่งเป็นธรรมรื้อขนสัตว์โลกให้พ้นจากทุกข์โดยลำดับ ดังที่เคยกล่าวว่า “นิยยานิกธรรม” ผู้ปฏิบัติศาสนธรรม นำธรรมเหล่านี้ไปบำรุงซ่อมแซมจิตใจของตนที่เห็นว่าบกพร่อง ให้สมบูรณ์ขึ้นโดยลำดับ ก็เท่ากับขนทุกข์ออกจากใจเรื่อยๆ ใจมีความบกพร่องที่ตรงไหน นั้นแลคือความอาภัพของจิตที่ตรงนั้น ความเป็นอยู่และการกระทำของจิตก็บกพร่องไปด้วย

ควรมองดูจิตนี้ให้มากยิ่งกว่าการมองสิ่งอื่นแบบลมๆ แล้งๆ และตำหนิ “อำนาจวาสนาของตน” ว่าน้อย คนอื่นเขาดีกันหมด แต่ตัวไม่ดี ทั้งๆ ที่ตัวก็ทำดีอยู่แต่ตำหนิว่าตัวไม่ดี เราไปทำความเสียหายอะไรถึงว่าไม่ดี การทำดีอยู่ จะไม่เรียกว่าดีจะเรียกอะไร? ความทำดีนั้นแลเป็นเครื่องรับรองผู้นั้นว่าดี ไม่ใช่การกระทำชั่วแล้วกลับเป็นเครื่องรับรองคนว่าดี นี้ไม่มีตามหลักธรรม นอกจากเสกสรรปั้นยอขึ้นมาด้วยอำนาจของกิเลสพาให้ชมเชยอย่างนั้น กิเลสชอบชมเชยในสิ่งที่ไม่ดีว่าเป็นของดี ตำหนิสิ่งที่ดีว่าเป็นของไม่ดี เพราะฉะนั้นกิเลสกับธรรมจึงเป็นข้าศึกกันเสมอ อันใดที่ธรรมชอบกิเลสไม่ชอบ ทั้งที่กิเลสก็อยู่กับใจ ธรรมก็อยู่กับใจของพวกเราเอง

ถ้ากิเลสมีมาก ก็คอยแต่จะตำหนิติเตียนธรรม เหยียบย่ำทำลายธรรมภายในจิตใจ การที่เราจะบำเพ็ญตนให้เป็นไปเพื่อความดีงาม ให้ได้มรรคได้ผลตามความมุ่งมาดปรารถนา จึงมีการคัดค้านตนอยู่เสมอ เฉพาะอย่างยิ่งก็คือการตำหนิติเตียนตนว่า “มีอำนาจวาสนาน้อย” “เกิดมาอาภัพวาสนา ใครๆ เขารู้เขาเห็น ไอ้เราไม่รู้ไม่เห็นอะไร ใครๆ เขาเป็นใหญ่เป็นโตภายในใจ แต่เราเป็นเด็กเล็กๆ ตามพรรษา ก็เท่ากับเณรน้อยองค์หนึ่งภายในใจ” นี่คือการตำหนิติเตียนตัวเอง และเกิดความเดือดร้อนขึ้นมาด้วย ทำให้น้อยอกน้อยใจตัวเอง!

การน้อยใจนี้ ไม่ใช่จะทำให้เรามีความขยันหมั่นเพียร มีแก่จิตแก่ใจเพื่อบำเพ็ญตนให้มีระดับสูงขึ้นไป แต่เป็นการเหยียบย่ำทำลายตน ทำให้เกิดความท้อแท้อ่อนใจ ซึ่งไม่ใช่ของดีเลย ทั้งนี้เป็นกลอุบายของกิเลสทั้งนั้น พร่ำสอนคนให้ด้อยวาสนาบารมีลงไป เพราะความไม่มีแก่ใจบำเพ็ญเพื่อส่งเสริม

พวกเราจงทราบไว้ว่า นี้คืออุบายของกิเลสหลอกคน มันบกพร่องที่ตรงไหน ให้พยายามแก้ไขดัดแปลงที่ตรงนั้น ซึ่งเป็นความถูกต้องกับหลักธรรมของพระพุทธเจ้าแท้ไม่ผิด วาสนาบารมีจะต้องสมบูรณ์ขึ้นมาวันหนึ่งแน่นอนเมื่อได้รับการบำรุงอยู่เสมอ นี่คือทางที่ถูกต้อง ใครไม่ได้ไปที่ไหน ไม่ได้รู้ที่ไหน รู้ที่จิต วาสนาก็รวมอยู่ที่จิต

ร่างกายแตกสลายไปแล้ว อำนาจวาสนาที่สร้างไว้ในจิตนั้น ต้องติดแนบกับจิตไป จนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายที่จะผ่านพ้นโลกที่สับสนวุ่นวายนี้ไป เรื่อง “อำนาจวาสนา” ซึ่งเป็นสมมุติและเป็นเครื่องสนับสนุนเราในเวลาที่ยังท่องเที่ยววกเวียนอยู่ใน “วัฏสงสาร” ก็ต้องผ่านไปหมด เมื่อถึงขั้นที่พ้นจากโลกสมมุติโดยประการทั้งปวงแล้ว จะตำหนิที่ตรงไหน มีทางตำหนิตนได้ที่ตรงไหน ต่อนี้ไปไม่มีเลย เพราะสมบูรณ์เต็มที่แล้ว

ฉะนั้นให้พยายามเร่งบำเพ็ญตนด้วยความพากเพียร อย่าไปคิดทางอื่นเรื่องอื่น นอกจากเรื่องของตัว ให้เสียเวลาและทำให้จิตท้อถอยอ่อนแอไปด้วย

การสร้างวาสนาให้สมบูรณ์ขึ้นมา ให้มีอำนาจวาสนามาก ก็สร้างที่ตัวเราเอง สร้างทีละเล็กละน้อย สร้างไม่หยุดไม่ถอยก็สมบูรณ์ไปเอง เช่นเดียวกับปลวกมันสร้าง “จอมปลวก” ได้ใหญ่โตขนาดไหน ขุดเป็นเดือนๆ ก็ไม่ราบ เมื่อจะขุดให้มันราบเหมือนที่ดินทั้งหลาย ฟันมันสองซี่เท่านั้นแหละ มันสามารถสร้างจอมปลวกได้เกือบเท่าภูเขา นี่แหละความพากเพียรของมัน เรามีความสามารถฉลาดในอุบายวิธีต่างๆ ยิ่งกว่าปลวก ฟันเราก็หลายซี่ กำลังของเราก็มากยิ่งกว่าปลวก ทำไมเราจะสร้างตัวเราให้มีความสูงเด่นขึ้นไม่ได้ ถ้าเรามีความเพียรเหมือนกับปลวกน่ะ! นอกจากไม่เพียรเท่านั้นจึงจะสู้มันไม่ได้ ต้องสร้างให้สูงได้ด้วยอำนาจแห่งความเพียร จะหนีความเพียรไปไม่พ้น

พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ด้วยความเพียร เราทำไมจะกลายเป็นคนอาภัพไปจากความเพียร ทั้ง ๆ ที่กำลังและความฉลาดมีมากกว่าสัตว์ และทำได้มากกว่าสัตว์ ต้องเพียรได้เต็มภูมิมนุษย์เราไม่สงสัย ถ้าลงได้เพียรตามหลักธรรมที่ท่านสอนไว้แล้วไม่มีทางอื่น นอกจากจะทำให้ผู้นั้นมีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นภายในใจ จนกลายเป็นจิตที่มีหลักฐานมั่นคงโดยถ่ายเดียว

เราเห็นได้ชัดๆ ในเวลาที่เราไม่เคยประพฤติปฏิบัติเลย เช่น ภาวนา “พุทโธ ธัมโม สังโฆ” จิตไม่เคยรวมไม่เคยสงบให้เห็นปรากฏบ้างเลยแม้แต่น้อย เวลาเราฟังธรรมที่ท่านแสดงทางภาคการปฏิบัติ พูดถึงเรื่องสมาธิก็ได้ยินแต่ชื่อ ยังไม่รู้เรื่องรู้ราว ท่านแสดงถึงวิถีจิตที่ดำเนินไปด้วยความจริงว่า “เวลาภาวนาจิตที่มีสมาธิจะมีความสงบอย่างนั้น อาการของจิตเป็นอย่างนั้น ๆ ตามจริตนิสัยต่างๆ กัน สุดท้ายจิตได้ลงสู่ความสงบอย่างแนบแน่น มีความสุขความสบายอย่างนั้น ๆ” เราก็ไม่เข้าใจ พูดถึงเรื่องปัญญา การพิจารณาคลี่คลายดูเรื่องธาตุเรื่องขันธ์ และพิจารณากระจายทั่วโลกธาตุ ซึ่งเป็นสภาวธรรมทั่วๆ ไป อันควรแก่ปัญญาซึ่งจะพิจารณาให้รู้แจ้งเห็นจริง เราก็เพียงแต่เข้าใจในคำพูดเฉยๆ แต่ความหมายอันแท้จริงนั้นเรายังไม่ทราบ หรือบางทีอาจไม่เข้าใจเลยก็ได้

ทีนี้เมื่อเราได้รับการอบรมด้วยจิตตภาวนาอยู่โดยสม่ำเสมอ จิตค่อยมีความสงบเย็นใจบ้าง อันเป็นผลเกิดขึ้นจากการภาวนา พอท่านแสดงธรรมถึงภาคปฏิบัติ จิตของเรากับกระแสแห่งธรรมจะเข้ากันได้ เริ่มเข้ากันได้เป็นลำดับๆ กระแสแห่งธรรมเลยกลายเป็นเหมือน “เพลง” ที่แม่กล่อมลูกให้หลับสนิท จิตใจของเรามีความสงบได้ด้วยกระแสแห่งธรรมที่ท่านแสดง

เมื่อสงบได้ ใจก็เย็นสบาย เห็นผลในขณะที่ฟังธรรม แล้วค่อยเห็นคุณค่าของการฟังธรรมเป็นลำดับๆ ไป และเห็นคุณค่าของการปฏิบัติโดยลำดับ จนกระทั่งจิตมีความสงบเย็นจริงๆ แทบทุกวันทุกครั้งที่ฟังเทศน์ภาคปฏิบัตินั้นแล จิตยิ่งมีความดูดดื่ม และซาบซึ้งขึ้นเป็นลำดับ เพียงขั้นนี้จิตก็ยอมรับและพอใจในการฟังธรรมทางภาคปฏิบัติ ยิ่งจิตมีความละเอียดมากเพียงไร สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี ย่อมมีความละเอียดไปตามขั้น เช่น สมาธิมีความละเอียดขึ้นโดยลำดับ ผู้พิจารณาทางด้านปัญญาก็มีความละเอียดทางด้านปัญญาไปโดยลำดับเช่นกัน

การฟังธรรมที่ท่านแสดงทางภาคปฏิบัติ เช่น แสดงเรื่องสมาธิ และปัญญาขั้นใดก็ตาม จิตรู้สึกว่าคล้อยตามไปโดยลำดับ เคลิบเคลิ้มเพลิดเพลินอะไรพูดไม่ถูก ซึ้งจนลืมเวล่ำเวลา มีแต่ความรู้สึกกับธรรมที่สัมผัสกัน เกิดความเข้าใจทุกขณะๆ ที่ท่านแสดงไป ซึ่งเป็นการซักฟอกจิตใจไปในตัวและกล่อมจิตให้สงบเย็นไปด้วย

ถ้าจิตกำลังอยู่ในขั้นจะควรสงบ ธรรมก็กล่อมให้มีความสงบ จิตกำลังก้าวทางด้านปัญญา ก็เหมือนกับธรรมนั้นขัดเกลาซักฟอก บุกเบิกทางเดินให้จิตก้าวไปตามด้วยความสะดวก เวลาฟังเทศน์จึงเหมือนกับเอาน้ำที่สะอาดมาชะล้างสิ่งสกปรกที่อยู่ภายในจิตใจให้ผ่องใสขึ้นโดยลำดับ เห็นผลประจักษ์ในขณะฟัง จิตยิ่งมีความรักความชอบในการฟัง และมีความจดจ่อต่อเนื่องกันไปไม่ขาดวรรคขาดตอน กระทั่งฟังเทศน์จบลง จิตยังอยากได้ยินได้ฟังอยู่โดยสม่ำเสมอทุกวันเสียด้วย นอกจากนั้นยังอยากจะฟังคำอธิบายธรรมในแง่ต่างๆ ไปตามโอกาสที่ท่านว่างอีกด้วย

กรุณาคิดดูจิตดวงเดียวนี่แหละ ขนาดที่ฟังไม่รู้เรื่องก็มี นี่เคยเป็นมาแล้ว จึงขอเรียนเรื่องความโง่ของตนให้ท่านทั้งหลายฟัง ขณะที่ไปหาท่านอาจารย์มั่นทีแรก ได้ฟังท่านเทศน์เรื่องสมาธิเรื่องปัญญา ไม่ว่าขั้นไหนไม่รู้เรื่องเลย เหมือนกับร้องเพลงให้ควายฟังนั่นแล แต่ดีอย่างหนึ่งที่ไม่เคยตำหนิติเตียนท่านว่า ท่านเทศน์ไม่รู้เรื่องรู้ราว แต่ย้อนกลับมาตำหนิเจ้าของว่า “นี่เห็นไหม ท่านอาจารย์มั่นชื่อเสียงท่านโด่งดัง กิตติศัพท์กิตติคุณท่านลือกระฉ่อนไปทั่วโลกมาเป็นเวลานานตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก เรามีความพอใจที่จะได้พบได้เห็นได้ฟังโอวาทของท่าน ทีนี้เราได้มาฟังแล้วไม่เข้าใจ เราอย่าเข้าใจว่าเราฉลาดเลย นี่เราโง่แค่ไหน รู้หรือยังทีนี้!

เราเคยฟังเทศน์ทางด้านปริยัติ ฟังจนกระทั่งเทศน์ของสมเด็จ เราเข้าใจไปหมด แต่เวลามาฟังเทศน์ท่านอาจารย์มั่น ซึ่งเป็นองค์ประเสริฐทั้งภาคปฏิบัติและจิตใจ แต่ไม่เข้าใจ เราเชื่อแล้วว่าท่านเป็นพระประเสริฐที่ปรากฏชื่อเสียงมานานถึงขนาดนั้น เรายังไม่เข้าใจ นี่เห็นแล้วหรือยัง ความโง่ของเรา! เราหาบ “ความโง่” เต็มตัวมาหาท่าน ความฉลาดนิดหนึ่งไม่มี จึงไม่สามารถเข้าใจอรรถธรรมของท่านที่แสดงอย่างลึกซึ้ง ดังที่พระทั้งหลายซึ่งอยู่กับท่านมานานแล้วเล่าให้ฟังว่า “แหม! วันนี้ท่านแสดงธรรมลึกซึ้งมาก ฟังแล้วซาบซึ้งบอกไม่ถูก!” ดังนี้ แต่เรามันลึกซึ้งที่ไหน มันไม่ซึ้งจึงไม่เข้าใจ นี่เราโง่ไหม? ทราบหรือยังว่าตัวโง่ อันเป็นคำตำหนิเจ้าของ ดีอย่างหนึ่งที่ไม่ไปตำหนิท่าน แล้วกอบโกยเอาบาปกรรมเข้ามาทับเข้าไปอีก ทั้งๆ ที่ก็หนักอยู่แล้ว

ครั้นฟังท่านไปนานๆ เราก็ปฏิบัติไปทุกวี่ทุกวันทุกเวลา ฟังเทศน์ท่านค่อยเข้าใจ จิตค่อยได้รับความสงบเย็นเข้าไป ๆ เป็นลำดับ ทีนี้รู้สึกว่าเริ่มค่อยซึ้ง เพราะฟังธรรมเทศนาของท่านก็เข้าใจ พูดถึงเรื่องสมาธิแล้ว “แจ๋ว” ภายในจิตใจ จากนั้นก็เริ่มเข้าใจโดยลำดับๆ ซาบซึ้งโดยลำดับๆ เลยกลายเป็น “คนหูสูง” ไป! สูงยังไง? คือนอกจากท่านแล้วไม่อยากฟังเทศน์ของใครเลย เพราะเทศน์ไม่ถูกจุดที่ต้องการ เทศน์ไม่ถูกจุดของกิเลสที่ซุ่มซ่อนตัวอยู่ นั่น! เทศน์ไม่ถูกจุดของสติปัญญาซึ่งเป็นธรรมแก้กิเลส เทศน์ไม่ถูกจุดแห่งมรรคผลนิพพาน นั่น! เพราะความซึ้งความเชื่อ เหตุที่จะเชื่อจะซึ้ง ก็เพราะเห็นเหตุเห็นผลปรากฏภายในใจของตนในขณะที่ฟังโดยลำดับ ๆ นั้นแล

นี่แหละจิตดวงเดียวนี้ เวลาหนึ่งเป็นอย่างหนึ่ง มาเวลาหนึ่งเป็นอีกอย่างหนึ่ง ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น? ก็เพราะเบื้องต้นสิ่งที่เกี่ยวข้องหุ้มห่อจิตมันมีแต่สิ่งดำๆ ทั้งนั้น สกปรกทั้งนั้น ธรรมที่สะอาดเข้าไปไม่ถึง เพราะความสกปรกของจิตมีมาก เทน้ำลงขนาดครุหนึ่ง ยังไม่ปรากฏว่าความสกปรกนั้นจะหลุดลอยออกบ้างเลย ต้องเทลง ๆ ชะล้างขัดถูกันอย่างเต็มที่ เต็มกำลังความสามารถไม่หยุดไม่ถอย จึงค่อยสะอาดขึ้นมา ๆ

นี่แหละธรรมที่ท่านแสดง เหมือนกับเทน้ำล้างสิ่งสกปรกภายในจิตใจเรา ซึ่งมันไม่ยอมเข้าใจอรรถธรรมอะไรง่ายๆ ทั้งๆ ที่เป็นธรรมอันประเสริฐ แต่จิตมันไม่ประเสริฐ จิตมันยังสกปรก จิตมันยังเป็นของไม่มีคุณค่า ธรรมแม้จะมีคุณค่า ใจก็ไม่ยอมรับ เพราะสิ่งที่ต่ำกับสิ่งที่สูงมันเข้ากันไม่ได้ ขณะที่มันโง่มันจะเอาความฉลาดมาจากไหน ขณะที่มันเศร้าหมองมันดำ มันจะเอาความแจ้งขาวมาจากไหน ต้องอาศัยการชะล้างเรื่อยๆ มันก็ค่อยสะอาดขึ้นมา ๆ ใจปรากฏเป็นของมีคุณค่าขึ้นมา อะไรๆ เมื่อจิตเริ่มมีคุณค่าเสียอย่างเดียวเท่านั้น สิ่งที่มาเกี่ยวข้องก็ค่อยมีคุณค่าขึ้นมาโดยลำดับ แม้ที่สุดได้ยินเขาร้องไห้ เขาด่ากัน ทะเลาะกันเถียงกัน ก็ยังนำเข้ามาเป็นอรรถเป็นธรรมได้ เป็นสิ่งที่มีคุณค่าขึ้นได้จากสิ่งที่ไม่พึงปรารถนานั้น ๆ

นี่แหละความเปลี่ยนแปลงของจิต เปลี่ยนแปลงไปอย่างนี้ จากการประพฤติปฏิบัติ จากการอบรมตนอยู่โดยสม่ำเสมอ นี่คือการสร้าง “วาสนา” สร้างอย่างนี้

การตำหนิตัวเองไม่เห็นเกิดประโยชน์อะไรเลย นอกจากจะทำให้เกิดความอับเฉาน้อยเนื้อต่ำใจ ซึ่งเป็นเรื่องของกิเลสทั้งนั้น เราตั้งใจจะมาสลัดตัดกิเลสออกจากจิตใจ แต่กลับมาเอากิเลสเข้าสู่จิตใจ ด้วยอาการต่างๆ อย่างที่กล่าวมานี้ จึงไม่สมเหตุสมผลที่เราต้องการ ที่เรามุ่งประพฤติปฏิบัติเพื่อส่งเสริมตนนั้นเลย

วาสนามีอยู่กับใจ สร้างตรงนี้แหละ ตรงที่พูดถึงนี่แหละ พยายามสร้างพยายามขัดเกลาลงไป กิเลสมีหลายชนิด ที่ดื้อก็มี โดยมากมันดื้อทั้งนั้นแหละกิเลสน่ะ ถ้ามีกำลังมากก็ดื้อมาก มีกำลังน้อยก็ดื้อน้อย แล้วแต่กิเลสมีมากน้อย ของไม่ดีมีมากเท่าไรมันยิ่งแสดงความไม่ดีให้เห็นมาก นั่นแหละเราต้องสู้ตรงที่มันไม่ดี เพื่อเอาของดีขึ้นมาครองภายในใจ

เรื่องความขยันหมั่นเพียร ความอดความทน การเจริญเมตตาภาวนาทุกด้าน ก็เพื่อแก้สิ่งที่มันดื้อด้านภายในจิตใจเรานั่นแล มันคอยทำลายเราด้วยวิธีต่างๆ ทั้งๆ ที่เราเข้าใจว่าเรามาบำเพ็ญความดี แต่มันก็ติดมาด้วยเหมือนกัน เพราะฉะนั้นมีโอกาสเมื่อไรมันต้องทำลายเราจนได้ จึงไม่น่าไว้ใจและไม่ควรนอนใจ

เพราะกิเลสมันแทรกอยู่ในใจนั้น เรามาอยู่ป่ามันก็มาด้วย เพราะมันอยู่ที่จิต เราอยู่ที่ไหนมันก็อยู่ด้วย เราว่าเราไปเรียนธรรมไปบำเพ็ญธรรม กิเลสมันไม่เป็นผู้บำเพ็ญธรรม แต่มันติดแนบไปด้วยกับผู้บำเพ็ญธรรม และไปเป็นข้าศึกต่อผู้บำเพ็ญธรรม แต่ผู้นั้นก็ไม่ทราบว่า กิเลสมันมาทำลายตัวตั้งแต่เมื่อไร เราเลยถือความคิดที่ทำลายตนเองนั้นว่าเป็นของเราเอง เลยติดปัญหาตัวเองในข้อนี้ โดยไม่เข้าใจว่าเป็นปัญหาติดกิเลสตัวเอง ตนเองถูกทำลายก็ยังไม่เข้าใจว่าถูกทำลาย นั่น! เรื่องกิเลสมันสลับซับซ้อนหลายสันพันคมอย่างนี้แล

การปฏิบัติธรรมต้องใช้สติปัญญา ที่จะทราบความดีความชั่ว ความผิดความถูก อันใดเป็นกิเลส อันใดเป็นธรรม ซึ่งมีอยู่ภายในจิตของเราเอง ความมีวาสนาน่ะ มีทุกคน อยู่ที่ใจนี่ ใครจะไปแข่งกันไม่ได้ ท่านห้ามไม่ให้แข่งอำนาจวาสนากัน แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน ท่านก็ไม่ให้ไปดูถูกเหยียดหยามเขาว่าเขาเป็นสัตว์ เพราะการท่องเที่ยวใน “วัฏสงสาร” เปรียบเหมือนกับเราเดินทาง ย่อมมีสูงๆ ต่ำๆ ลุ่มๆ ดอนๆ ขรุขระบ้าง สะดวกบ้าง เป็นธรรมดาอย่างนั้นตลอดไป ในขณะที่เขาเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ก็คืออยู่ในสถานที่ลุ่มๆ ดอนๆ หรือขรุขระลำบากลำบน แต่ผู้เดินทางก็คือจิต

พระมหากษัตริย์ที่เรายกย่องว่าท่านเป็นผู้ปกครองบ้านเมือง หรือเป็นพ่อบ้านพ่อเมือง เวลารถที่ท่านเสด็จไปตามถนนหนทางลงไปที่ต่ำ พระมหากษัตริย์ก็ต้องลงไปที่ลุ่มๆ ดอนๆ ก็ต้องไปตามสายทางที่พาให้ไป ขึ้นที่สูงก็ขึ้น ลงที่ต่ำก็ลง แต่พระมหากษัตริย์องค์นั้นแหละลงต่ำ ก็พระมหากษัตริย์ขึ้นสูง ก็พระมหากษัตริย์องค์เก่านั้นแหละ

นี่จิตเวลามันขรุขระ ก็คือจิตดวงนั้นแหละ มีวาสนาอยู่ภายในตัว แต่ถึงคราวลำบากก็ต้องมีบ้างเป็นธรรมดา เพราะโลกนี้มันมีทั้งดีทั้งชั่วสับปนกันอยู่ เมื่อโลกนี้มีทั้งดีทั้งชั่วปะปนกันอยู่ จิตใจของเรามีทั้งดีทั้งชั่ว จะไม่ให้มันแสดงตัวได้อย่างไร มันต้องแสดง

ถ้าเราเป็นนักประพฤติปฏิบัติเพื่อรู้เพื่อเข้าใจในสิ่งที่มีอยู่กับตัวนั้น ว่าสิ่งไหนควรแก้ สิ่งไหนควรถอดถอน สิ่งไหนควรบำเพ็ญ เราก็ควรจะยินดีตามความจริงที่แสดงขึ้นมาให้เราได้แก้ไข ให้เราได้ส่งเสริม นี่ชื่อว่า “นักธรรมะ” กล้าเผชิญหน้ากับทุกสิ่งทุกอย่าง จนกระทั่งหาที่เผชิญไม่ได้ หมดภัยหมดเวรทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วก็ไม่ทราบว่าจะต่อสู้กับอะไรอีก

เวลาที่ยังมีข้าศึกอยู่ก็ต้องสู้ สิ่งที่ไม่ดีทั้งหลายนั้นแลคือข้าศึกต่อตัวเรา เวลานี้เรามารบกับกิเลส กิเลสมีอยู่ในตัวเรา เราอย่าหลงมายาของกิเลสที่หลอกเรา จะได้ชื่อว่า “เป็นผู้แสวงหาความฉลาดเพื่อแก้กิเลส อย่าให้กิเลสมาหาอุบายมัดตัวเรา ถูกมัดดีหรือ เราเห็นไหมคนอยู่ในห้องขังดีหรือ ถูกข้อหายังดีมีทางแก้ ถูกเข้าห้องขังนั่นซิหมดท่า!

กิเลสกับเรามันต่อสู้กันเหมือนผู้ต้องหาเวลานี้ ใจน่ะเหมือนผู้ต้องหา กิเลสก็มี ธรรมก็มี ทางหนึ่งทางช่วย ทางหนึ่งทางย่ำยี ทางไหนที่มีกำลังมากกว่าทางนั้นก็ชนะ แต่เวลานี้เราจะเอาทางไหนเป็นทางชนะ ทางไหนเป็นทางแพ้ กิเลสกับธรรมอยู่ในใจดวงเดียวกัน เราจะพยายามต่อสู้เพื่อชิงชัย ได้หลักเกณฑ์ขึ้นมาจากการประพฤติปฏิบัติของเรา ใจก็มีหลัก เริ่มเชื่อถือได้ มีหลักด้วยธรรม ถ้าใจมีหลักด้วยธรรมใจก็เย็น อยู่ที่ไหนก็เย็นสบาย นี้คือการสร้างบารมีสร้างอย่างนี้

สติปัญญามีเท่าไร เอ้า ขุดค้นขึ้นมาแก้กิเลสจนกิเลสยอม ขึ้นชื่อว่าสติปัญญาแล้วกิเลสต้องยอม อย่างอื่นมันไม่ยอม จงขุดค้นขึ้นมาพิจารณา ใจเรามันมีเรื่องอยู่ตลอดเวลาถ้าจะพิจารณาดูเรื่อง ไม่ใช่เรื่องอะไรดอก เรื่องกิเลสแทบทั้งนั้นเต็มหัวใจ

ถ้าเราสร้างสติปัญญาขึ้นมา จะได้มองเห็นเรื่องของกิเลสที่แสดงตัวเป็นข้าศึกต่อเรา อยู่มากน้อยเพียงไร ตลอดกาลมา เราจะได้พยายามแก้ไข พยายามต่อสู้จนได้ชัยชนะเป็นลำดับๆ จนรู้แถวทางของกิเลสที่มันออกในแง่ใดบ้าง พอจะทราบ พอจะดักต่อสู้และทำลายกันได้ พอจะมีวันแพ้บ้างชนะบ้าง ตลอดถึงชนะไปเรื่อยๆ และชนะไปเลยได้ด้วยอำนาจของสติปัญญา ศรัทธา ความเพียร

อย่าลดละท้อถอย อย่าให้ขาดทุนที่เกิดมาเป็นมนุษย์ได้อัตภาพร่างกายนี้ ก่อนที่เขาจะแตกดับไป อย่าให้แตกสลายทิ้งไปเปล่า อย่างต้นไม้ที่ล้มทิ้งเกลื่อนอยู่เฉยๆ ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรเลย ก็เสียทรัพยากรของชาติไปเปล่าๆ นี่ก็เป็นทรัพยากรอันหนึ่งภายในใจเรา ได้แก่ร่างกาย พยายามนำสิ่งนี้มาบำเพ็ญประโยชน์ มีเท่านี้ที่เราจะได้ประโยชน์จากร่างกายอันนี้ ทำเสียตั้งแต่บัดนี้ เวลาถูกมัดแล้วไม่มีทางทำได้ เหมือนกับนักโทษ ถ้าเขาได้ตัดสินแล้วเท่านั้นแหละ ใครจะไปคัดค้านหรือฉุดลากตัวออกมาก็ไม่ได้ ต้องเป็นนักโทษนอนจมปลักอยู่ในตะรางนั่นเอง จนกว่าจะพ้นโทษจึงจะได้รับการปลดปล่อยออกมาเป็นอิสระ

เวลานี้จิตของเราก็เหมือนกัน กำลังเป็นผู้ต้องหา เอ้า ต่อสู้ หาทนายขึ้นมาพร้อมกัน ด้วยสติปัญญาอุบายวิธีการต่างๆ มีความเพียรสนับสนุน สู้กันจนถึงที่สุด เพราะศาลนี้เป็นศาลสำคัญมาก ศาลต้นก็อยู่ที่นี่ ศาลอุทธรณ์ก็อยู่ที่นี่ ศาลฎีกาก็อยู่ที่นี่

ศาลต้นคืออะไร คือสู้กิเลสอย่างหยาบๆ สู้ที่นี่ไม่ได้ เอ้า ขึ้นอีกศาลหนึ่ง สติปัญญามีหาอุบายใช้ใหม่เอาจนชนะ ขึ้นถึงศาลสูงสุด ตัดสินกันเด็ดขาดโดยประการทั้งปวง กิเลสอย่างหยาบแก้ด้วยปัญญาอย่างหยาบ กิเลสอย่างกลางแก้ด้วยปัญญาอย่างกลาง กิเลสอย่างละเอียดและละเอียดสุด แก้ด้วยปัญญาอันสูงสุด ได้แก่สติปัญญาอันเก่งกล้าสามารถที่ท่านเรียกว่า “มหาสติ มหาปัญญา”

เมื่อถึงศาลฎีกาแล้ว ตัดสินกันขาดสะบั้นไปเลยไม่มีอะไรเหลือ ไม่ต้องไปศาลไหนอีก อยู่อย่างสบาย นี่โรงศาลใหญ่เราเห็นไหม?

อัตภาพร่างกายของเรา ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นเครื่องค้ำประกันเราให้เป็นมนุษย์ขึ้นมา ขันธ์ ๕ เป็นเครื่องค้ำประกันเราให้เป็นมนุษย์ เป็นศาลสถิตยุติธรรมอยู่ที่ตรงนี้ ว่ากันโดยอรรถโดยธรรม ว่ากันโดยเหตุโดยผล พิจารณากันโดยเหตุโดยผล ไม่ต้องย่อท้อต่อกิเลสตัวใด ไม่ต้องตำหนิติเตียนตนว่า เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ อันเป็นการเข้ากับฝ่ายกิเลสให้มันได้ใจ แล้วเอาชนะเราไปโดยที่เราไม่รู้สึกตัว ผลที่เราทำได้ก็คือ ความเสียอกเสียใจ ความทุกข์ ความลำบาก ทรมานใจ นั่นคือเราแพ้!

จงขุดค้นขึ้นมาพิจารณา คดีมันมีมูลอยู่แล้ว กิเลสมันมีเหตุมีผลของมันมันจึงเกิดขึ้น นี่เรียกว่า “คดีมีมูล” ปัญญา ก็มีเหตุมีผลที่ควรแก้กิเลสได้อยู่แล้ว ให้พิจารณาลงไปที่กิเลสมันหลอกเราว่า ร่างกายนี้เป็นของเราน่ะ “ร่างกายทั้งหมดนี้น่ะ หนังก็เป็นเรา เนื้อก็เป็นเรา กระดูกก็เป็นเรา ผม ขน เล็บ อะไรเป็นเราทั้งนั้น เป็นเรามาตั้งกัปตั้งกัลป์แล้ว” เรายอมแพ้มันตลอด ไม่ว่าศาลไหน ภพใด แพ้มันมาเรื่อยๆ

คราวนี้เราสู้ในอัตภาพนี้ เรียกว่าศาลต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ก็ว่ากันไปตรงนี้ เอ้า แต่งทนายขึ้นมา สติ ปัญญา ขุดค้นขึ้นมา นั่นแหละคือทนายอันสำคัญๆ ผู้จะตัดสินจริงๆ คือผู้พิพากษา ได้แก่ “ปัญญาอันเฉียบแหลม” ค้นลงไปให้เห็นชัดจริงๆ

ไหน คนจริงๆ อยู่ที่ไหน? อัตภาพร่างกายนี้หรือเป็นเรา เราจริงๆ หรือ ถ้าอัตภาพร่างกายนี้แตกลงไปแล้ว เราจะไม่หมดความหมายไปหรือ ร่างกายนี้ไม่ใช่เรานั่นเอง แม้มันจะแตกสลายลงไป เราจึงไม่หมดความหมาย เราจึงยังคือเราอยู่โดยดี เพราะเราแท้ไม่ใช่ร่างกาย”

ความหมายว่า “เรา” นั้นไม่ได้อยู่กับร่างกาย เรานั้นอยู่กับผู้รู้ ผู้รู้อย่าไปหลง อย่าไปกอบโกยเอาทุกข์ขึ้นมา ทุกข์อยู่ภายในจิต เพราะการยึดถือก็มากพอแล้ว ยังจะไปหลงแบกหามอะไรไปอีก มันก็ยิ่งเป็นทุกข์เพิ่มขึ้นอีก อะไรๆ ก็เป็นเรา เป็นของเราไปเสียหมด กอบโกยเข้ามาเป็นกองทุกข์ นี่แหละคือแพ้กิเลส ตลอดวัน ตลอดภพ ตลอดชาติ จงค้นคว้าลงไปให้เห็นตามความจริงของมัน

ดูหนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ทุกสิ่งทุกส่วน อันไหนเป็นเราจริงๆ ? ค้นลงไปด้วยปัญญาให้เห็นชัด ดูลักษณะของมันสีสันวรรณะ ดูให้ชัดเจนว่ามันเป็นเราจริงหรือ ความรู้อันนี้กับธรรมชาติที่เป็นรูปเป็นร่าง เป็นลักษณะสีนั้นสีนี้ มันเข้ากันได้หรือ? ถ้าหากเป็น “เรา” จริงๆ ความรู้กับสิ่งเหล่านั้นต้องเป็นสภาพอันเดียวกัน แต่นี่สภาพมันก็ไม่เหมือนกัน ความรู้รู้อยู่ มีเท่านั้น มันไม่มีสีสันวรรณะ แต่ร่างกายนั้นมีทุกสิ่งทุกอย่าง มีทั้งกลิ่นทั้งอะไรเต็มไปหมด เมื่อร่างกายมันแตก เอ้า ถ้าหากเราถือว่าร่างกายนี้เป็นเรา เมื่อร่างกายแตกเราก็หมดความหมาย ฉิบหายวายปวงไปด้วยไม่มีอะไรเหลือ เราจะเอาอะไรไปต่อภพต่อชาติมีอำนาจวาสนาต่อไปข้างหน้าล่ะ เพราะร่างกายมันจบไปแล้ว

ที่ว่าเรานั่นน่ะ จงพิจารณาแยกให้เห็นชัดเจน ถ้าเราไม่ถือ “ร่างกาย” ว่าเป็น “เรา” เอ้า ร่างกายจะแตกก็แตกไป ตัวเรายังมีอยู่ นี้แลคือตัววาสนา เวทนา ความสุข ความทุกข์ เกิดขึ้น ดับไป เอ้า ดับไป นั่นไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา เห็นชัดเจน นี่แหละคือ “ไตรลักษณ์”

ที่จะก้าวเข้าสู่ “ชัยสมรภูมิ” ก็คือพิจารณาให้เห็นตามความจริงที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้แล้วนี้โดยถูกต้อง “รูปํ อนิจฺจํ รูปํ อนตฺตา” แน่ะ! ฟังซิ ประกาศกังวานอยู่ทั่วโลกธาตุ เฉพาะอย่างยิ่งทั่วสกลกายของเรา ทั่วขันธ์ ๕ ไม่ว่าขันธ์ใดที่จะปฏิเสธ “อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา” นี้ไม่มีเลย เต็มไปด้วย “ไตรลักษณ์” ประกาศอยู่ เหมือนกับว่า “อย่าเอื้อมมานะมือน่ะ ตีข้อมือนะ!” ไม่อายหรือไปยึดเขาว่าเป็นเราเป็นของเราน่ะ เขาไม่ใช่เรา เราไม่ใช่เขา ต่างอันต่างจริง นี่ท่านผู้รู้สอนไว้ ท่านผู้รู้เข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ละได้แล้ว เห็นความสุขอันสมบูรณ์แล้ว ด้วยการละการถอนด้วยสติปัญญาประเภทนี้

จงพิจารณาตามนี้ อย่าฝืนหลักธรรมของพระพุทธเจ้า อย่าไปยอมตัวเป็นลูกน้องของกิเลสว่า “นั้นเป็นเรา นี้เป็นของเรา” นั่นคือเรื่องของกิเลสที่พาเราให้จมอยู่ตลอดมาไม่เข็ดไม่หลาบบ้างหรือ ? “อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา” ท่านว่าที่ไหน ถ้าไม่ว่าที่ขันธ์ ๕ “รูปํ อนิจฺจํ รูปํ อนตฺตา เวทนา อนิจฺจา เวทนา อนตฺตา สญฺญา อนิจฺจา สญฺญา อนตฺตา สงฺขารา อนิจฺจา สงฺขารา อนตฺตา วิญฺญาณํ อนิจฺจํ วิญฺญาณํ อนตฺตา” นั่น! ฟังซิ คำว่า “สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา” เมื่อถึงขั้นเต็มที่ที่จะปล่อยวางโดยประการทั้งปวงแล้ว ขึ้นชื่อว่า “สมมุติ” ทั้งปวง ไม่ว่าดีไม่ว่าชั่ว เป็น อนตฺตา ทั้งสิ้น นั่น! ท่านว่า “สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งปวงขึ้นชื่อว่าสมมุติ ไม่ว่าภายนอกภายในเป็น อนตฺตา ทั้งสิ้น ไม่ควรไปยึดว่าเป็นเราเป็นของเรา”

สุดท้ายท่านว่า “ธรรมทั้งปวงไม่ควรถือมั่น สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย” ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น นี่ถึงขั้นที่ควรปล่อยวางแล้ว ปล่อยวางโดยประการทั้งปวงไม่ให้มีอะไรเหลืออยู่เลย จิตจะได้พ้นจากความกดถ่วงทั้งหลาย เป็น “อิสรจิต” อิสรเสรี นั่นแลคือกองมหาสมบัติ นั้นแลคือหลักใจที่เลิศประเสริฐสุดในโลก

การสร้างจิตใจ สร้างหลักใจ สร้างด้วยอรรถด้วยธรรม สร้างด้วยความรู้ความฉลาด สร้างด้วยความพากเพียร สร้างด้วยความอุตส่าห์พยายาม สร้างด้วยความเป็น “นักต่อสู้” !

เราไม่ต้องกลัวตาย ป่าช้ามีอยู่ทุกคนจะกลัวตายไปทำไม กลัวก็ไม่พ้น ความตายเป็นคติธรรมดา เราต้องรู้ ผู้รู้ความตายมีอยู่ ไม่ใช่จะฉิบหายจะตายไปด้วยความตายนั้นเมื่อไร ความรู้เป็นความรู้ ไม่ตาย เราอย่าไปกลัวตาย อันใดที่ปรากฏขึ้นมา พิจารณาให้เห็นชัดตามความจริงของความรู้ที่มีอยู่ สติปัญญาที่มีอยู่ไม่ถอยหลัง ผู้นั้นแลผู้จะปลดเปลื้องถึงความอิสรเสรีได้ เพราะความไม่ท้อถอยที่จะพิจารณาด้วยปัญญา

นี่เมื่อสร้างให้เต็มที่แล้ว เราจะไปหาวาสนาจากไหนอีก เมื่อเต็มแล้วก็เต็มอย่างนี้เอง! ไม่ได้ตั้งร้านขายกันเหมือนกับสิ่งของทั้งหลาย มีอยู่ภายในใจเป็นมหาสมบัติอยู่นี่ จ่ายไปเท่าใดก็ไม่หมด

อย่างพระพุทธเจ้า นั่นท่านสั่งสอนโลกสั่งสอนเท่าไร ตั้งสามโลกก็ไม่หมด ธรรมของพระพุทธเจ้าออกมาจากมหาสมบัติ คือธรรมชาติที่บริสุทธิ์ของพระองค์ นั่นแล

วาระนี้เราพยายามสั่งสอนเรา เอาให้เต็มภูมิ ปลดเปลื้องกันให้เต็มภูมิ ขั้นศาลฎีกาตัดสินกันให้ราบลงไป อย่าให้มีอะไรมาค้านได้อีกเลย กิเลสเอาให้เรียบวุธ ถึงขั้นอิสรเสรีแล้ว พอ ! นั่นแหละ “เมืองพอ” ! เราจะไปหาในโลก หาที่ไหนเมืองพอก็ไม่มี ได้เท่านี้อยากได้เท่านั้น ได้เท่านั้นอยากได้อีกเท่าโน้น อยากได้ตะพึดตะพือเหมือนกับไฟได้เชื้อ เราเคยเห็นว่า ไฟมันพอเชื้อ มีที่ไหน? เอาเชื้อใส่ลงไปซิ ไฟจะแสดงเปลวขึ้นมาท่วมเมฆ ท่านว่า “ไฟ ไม่ได้ดับเพราะการเพิ่มเชื้อ” กิเลสไม่ได้ดับเพราะการกระทำตามความอยาก ได้เท่าไรก็ไม่พอ อยากนั้นอยากนี้ จนกระทั่งวันตายยังไม่พอ นั่นขึ้นชื่อว่า “กิเลส” แล้วไม่มีเมืองพอ

ความเป็นผู้สิ้นกิเลสแล้วนั้น คือ เมืองพอ” อยู่ที่ไหนก็พอ ความพอคือความสบายจริง ความบกพร่องความหิวโหยคือการรบกวนตัวเอง อย่างเราหิวข้าวเป็นอย่างไร สบายหรือ หิวหลับหิวนอน สบายหรือ นั่น! เป็นความรบกวนทั้งนั้น ไม่มีอะไรรบกวนนั้นแสนสบาย นี่แหละเมืองพอ

สร้างจิตให้พอตัว ชื่อว่า “เมืองพอ” พออยู่ที่จิต วาสนา พออยู่ที่จิต เต็มสมบูรณ์อยู่ที่จิต ไม่อยู่ที่อื่น ให้สร้างที่ตรงนี้ นี่แลเป็น “วาสนา” แท้ อยู่ที่ใจของเรา

เอาละ การแสดงธรรมก็เห็นว่าพอสมควร

จงสร้างวาสนาที่ใจ

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2519 ความยาว 36.13 นาที
สถานที่ : ศาลาโรงครัว วัดป่าบ้านตาด

เทศน์โปรดคุณเพาพงา วรรธนะกุล ณ วัดป่าบ้านตาด

พระหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

เมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๑๙

Asanha Bucha


Asanha Bucha Day is considered an important day of Buddhism.  Because important events that occurred 45 years before the Buddhist Era on the 15th day of the 8th lunar month is Asanha Bucha.  [2] At the Ipsuk Maruekhathayawan Forest in the Varanasi region, Khasi Dharma, Bharatavana Sutthipa to Bhagavati. [3]

The Dharma that made Brahman Konyanya 1 in Panjawakhi consists of Dhonya Wappa Phatthiya Mahanama and Asschi dedicated to the teachings of the Lord Buddha until the eyes see the Dhamma or achieve the sacred level. Therefore, he asked to ordain in the teachings of the Lord Buddha in the Hikha Bhikkhuvadhamma Ananya Konthaya method.  Was the first student and monk in the world  And made that day the top three complete gems in the world, including Buddha images, Dharma and monks  For this reason, today is called “Dharma Day” or Dharma Church Day.  Which is the day when the wheel of the teachings of the Lord Buddha first spins and  “Monk’s Day” is the day that monks first occurred and is considered a “Triple Gem”.

Previously, there was no practice in the 8th month or Asanha Bucha Day in Theravada Buddhist countries until the year 1958, the 8th Asanha Bucha Day began in Thailand.  As the Supreme Council has determined that today is an important Buddhist day in Thailand officially in the year.  Prof. 1958, the Supreme Council has approved the increase of Asanha Bucha Day as an important Buddhist day in Thailand.  According to the instructions of Dhammakosajarn  (Like Anucha) [4], which was announced by the Synod on 14 July 1958. [5] Asanha Bucha Day is an important Buddhist day along with the Asanha Bucha ceremony, officially established for the first time in Thailand.  With a ritual equivalent to Visakha Puja Day, which is an important day in universal Buddhism

However, Asanha Bucha Day is considered to be an important day for public holidays in Thailand only. In other countries, Theravada Buddhists do not give as much importance to Asan Bucha Day as Visakha Bucha Day.

Forgive me


Any karma, whether the body, the judges, the related thoughts that I have deliberately offended both of them have no good intentions.  No matter what life I ask, all nightmares forgive me for forgiveness.  Do not reserve fate anymore, even any karma that anyone does to me. I forgive everyone.  Offering the Lord Buddha is forgiveness, inspiring them to be compassionate, compassionate, friendly, and friendly to me, so that they do not have to meet each other’s destiny forever.  Family members suffering, misery, misery, parody, suffering, do not approach illness, have a good day  Happy, triumphant, hurt, and dangerous. Disappear. Think of the thoughts of anything that is legally composed. Wish that things will succeed.  Thousands of people will succeed.  Thousands of people will succeed …

The monks who came to help in today’s world have 2 references:


The Lord came to save the modern world. There are 2 references: 1. From the new Crystal Book Page 563 “The White Horse has the name of “The faithfulness and true faith He judges and acted by the war with fairness. The name is inscribed. No one knows. Besides Him “Celebrate His Highness, blood, and the name is the King of the King and the boss. Holders of the Iron Katha 2. From the words of Luang Pu World, Udon, “The Lord Buddha, the current world is the Lord Buddha, the Red Fire.” – The Lord Save the world is the Great Word of Bodhisattia. (The world, don’t worry about it.) – The Lord Buddha is “The King of the Glass Balls think” as the result of the creation of Maha Rat 109, the gods, the sacred things in 9 hundred thousand universe together. Which is accomplished from the integration of 3 glass (Rattanatai), is the Buddha image. The monks are “the most sacrifice of the maximum, the highest nature of any of the universe. To protect, maintain the universe and disseminate the Dhamma for the world Achieve all the dharma completely. Take care to protect the world forever – the Lord Buddha, the Great Bodhisattva. And holding the iron in the right hand Revealing a pair everywhere in every place in 3 worlds). This is a Buddhist royal grace. And all the world Is the teacher, that the world does not have to suffer the heat

The secret of life is optimism. 


The secret of life is optimism.  (Do not think in a bad, evil way) ..



Outside decay, consoling everything, because it is abandoned (temporarily) but exists naturally.  That is not  The essence radiation is still clean and pure  This is the truth … I ask you to see. “This great truth arises immediately.” ..



Ask every life.  (Whether monk or little) .. have eyes to see  “The ultimate truth” that appears (revealed) every time. Ask for equality. There are three worlds as an  “The highest truth  (Nirvana) “appears, exists, and appears ..



When the mental bow is wrong .. will wake up even if other people (  The world) still sleeping # waking up in the world

✨

feeling, seeing, seeing the world including wisdom at the human level has not reached the stage of suffering  True torture … feelings, existence, thoughts, opinions, expressions, looking at the human world .. not causing (causing) to know that the world sees the world in a repeated way  Then repeated and gloomy with the wrong opinion of  Original nature  (What should appear in beauty is beauty and lightness) .. for the development of mental training, access to inner intelligence .. will make (of course the cause) that humans have access to all suffering completely and completely  Live life perfectly. Identity

 

“Where is the true identity of everyone? The final answer is Buddha’s mind.” The outer layer is the outer shell. What you see outside is the expression. The middle layer is the mood (outside, paddy rice). The emotions, feelings, thoughts, things  Attached, ownership, owner, mentally still a slave  This external spirit causes people to disagree.  Or unable to attack controversy due to the existence of this kind of impact  (The Buddha was cut to know that it was his identity in order to reach the original mind. The most true Buddha, the pure purity of the original mind of all who had existed) as the primary source of the goodness of everything.  Wake up to life, get to know everything to save lives.  To return to this land of innocence .. when training goes unbelievably until pure intelligence  (Internal wisdom, wisdom, wisdom) Everyone will come to the Holy Land. 

 

“Know your heart more deeply .. Do not look superficial” If talking to the body, look at the body, not the mind .. If looking at the mind, look at the mind  Talking with fellow humans, communicating with people close to yourself .. to speak + communicate with the heart .. Otherwise the well-being will be wasted.  (If looking at the body  But not looking for the mind, then the water will be watered to the dead plant) .. Even if with yourself, will be with the mind, if with yourself, only with yourself, only the body, that is superficial (bark) without absolute depth.  It will be very scary … live deeply about the mind .. The body is the next expression.  But if there is no mental connection like submitting a bucket into a pond but not water, but the barrel comes back .. All life, humans choose to be just the illusion (delusion) and go to the mind and enter the body.  Use the body to guide the remaining people to be saved. 



good heart  That is the reality of everyone. Good – bad. The temple is just an expression.  But the mind that is everyone’s truth  The mind may be a dark person.  Awakening is a person who wakes up to be able to recognize his own existence.  Not the mind or not knowing the existence of the mind. It is someone who does not know, does not know themselves even to myself for many decades.  But humans die without the opportunity to even know their true identity ..

✨

post All posts today 1 year ago: Arhathamma / Itomi (Itomi-chan)

Source: https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=276661303408270&id=100031932078668

Update: Suriya Mahasaw

History of Buddha 2


The full morning of the 6th month of June is considered the alms round.

The Lord Buddha, along with the monks from Phaisali District respectively

To Kusinara, he designated Nirvana as the last one until reaching Pava on the additional day.

14 lunar month 6, which is just one day before Nirvana

Went to live in the mango forest of Mr Junta Kamparabutra. Juntha was the son of a goldsmith  Heard the news that the Lord Buddha, along with the monks and caretakers of the mango orchard, went out

Watch and listen to Dharma  After completion, Mr Junta informs the Lord Buddha and monks to receive food.

Divided at his home the next morning

The next morning, Mr Juntha gave food to the Buddha and monks in his house.

One of the things Mr. Juntha dedicated to the Lord Buddha today is called

The Tripitaka Commentary and the problems of monks were inconsistent.

What is that?  Some resolutions consist of little pig  (Meaning pig or young pig)

That is to say, some of which includes the delicacy that Indians are preparing to propose.

For those who have received respect from them, such as gods  It is a beautiful meal first class than noodles.

The Lord Buddha told Mr Junta to hold a matcha ceremony for him only.

Other food to give to the monks. And when the Lord Buddha finished, I ordered Khun Junta to lead the organization

The remaining matcha from His Majesty was buried in a well because there was someone else from His Majesty.

The body cannot cause the food to be digested.  After completion, the Buddha gave Dharma to Mr Junta to listen and admire.

And enjoy making merit and farewell. Mr Junta continues to travel to Kusanara

His death

When the Master gave the last sermon to the Buddha, he didn’t stop saying anything.

Perform Nirvana, perform all acts of consecration with 9 chapters respectively (as follows)

He enters Primary (contemplation 1) and leaves Primary.

Entering the second retreat (retreat 2) from the retreat

He went to the resting place (Retreat 3), leaving the resting place.

Entering retreat (retreat 4). Exit retreat.

Traveled to Akasana Janyatana to leave Akasana Janyatana

His Highness enters the spirit and discards the spirits.

You are now leaving Akiyakaya.

His Majesty had made a contract in which the contract expired from the contract.

Enter the Vedic Judgment of Nirvana. Discover the 9 most peaceful Nirvana to stop promises and compassion.

Meaning that he does not feel both physically and mentally in all respects, even if his breath stops and calms down rather than sleep

Those who are not familiar with Ananda understand that the Lord Buddha has entered Nirvana.

But Anurattham, the expert who discovered, explained that the Buddha is currently living

Nihonji Vedic Contract

After that the high priest passed away.

The Nihonji Vedic Contract went back to Nowsana, which continued until the beginning.

(For example, go up to the 9th floor building and then return to the 8th floor respectively to the 1st floor)

Then go back for the first time, ascending, contemplation, contemplation, and final contemplation.

Therefore, nirvana in retreat is a common tradition because while in retreat

The power of reflection is maintained throughout the existence of that retreat.

Is nirvana without contemplation or in contemplation

After the death of the Lord Buddha, the miracle of the earthquake, the drum of heaven exploded, Thao Samakkhom, Brahma, Kosisawat, Phra Anurat Thera and Ananda Thera permanently donated the Buddha statue of the patriarch.  On that day there was sadness and scream.  Phra Anurat Thera and Ananda Thera show dharma talk to alleviate suffering and sadness.

The Lord Buddha passed away under the pavilion trees in the gardens of the King Malal Kusinara City, Mallas Region (currently in Kusi Nakhon City), Uttar Pradesh, India. The glory of 80 years old.

Nirvana of the Lord Buddha is considered an important day for Buddhists around the world.  Because the Buddhists lose the light of the world, which is considered a great loss and is an important period of Buddhism

Nirvana is a term used in many philosophies in India.


Nirvana is a term used in many philosophies in India.  By means of release  But the explanation of the status of Nirvana is different in the Upanishad philosophy. It is believed that Nirvana or Mocha is a degradation of the soul or blood in order to unite with the unproductive proton.  But Buddhism explains that Nirvana is the release of ignorance and lust, which is expressed in the form of lopas, rage, and rulers. It does not mean that it is the release of the ego or identity in this world.  To the status of Nirvana, such as the teachings of Upanishad  But refers to the complete desire of love and attachment, all called Buddhism. Suffering without nirvana does not become a religion because on the Wednesday morning of the lunar month 6 years 45 years before Prince Siddhartha, when  35 years old is 35 years old, he is also known as a Buddha in the shadow of Sri Maha Pho  Bank of the Old River, Neran, Time, Uruwa, Senanikom, by meditation and meditation until the mind becomes 4 meditations. Meditation. Then continue to meditate until receiving 3 insights: In the beginning: He attained  “Phu Pu Wan Wan Sanya” reminds me of the past life of both himself and others. Second Guard: The attainment of “Pluto” is the enlightenment of all living things.  With clairvoyance, you can see the origin and birth of all spirits at the end of the third or final moment: Achieving “Ashwakkan” means knowing how to get rid of lust with Noble Truth 4 (Suffering Somuthai Nihon.  Makha) Enlightenment as a Buddha  The last second he succeeded is Nirvana, who has the same name as Asawa.

Sense of soul


I’m sorry for everything, this life is not easy, I’m serious about anything  In some things that I do, and I have to put in a lot of effort, I have a problem with education  I have to use as much intelligence as I can to help everything.  What I discovered when I did was the “I love” experience of everything I discovered.
I thank you in this world and nature.  Thank you for all life  That made me know when I spoke of thoughts and feelings. I had to use mindfulness to help.  Although it was written as an article and that’s why I left the idea, so I rarely follow my thought.  Speaking of my feelings, it was a tiring feeling.  Because I am always in misery, I rarely let my thoughts go.  But I can define and ignore those ideas  For me it was a misunderstanding of delusion that led to delusion.  When I use my thoughts at the same time, I will not get lost because I can reduce these thoughts every time.  Trained so I can follow my thoughts  Heading for the path to liberation from incarceration every time that is wrong  I’m not serious with the feelings and thoughts in me.  But this life needs to be taken care of, so I have to create what I should do.  Thanks in place  That gives me the opportunity to do what I love.  To share the Dharma nature. I think it will create merit in sharing the teachings of those who know  In matters of life, in truth. Of spirits

From me. “Phonchai Aotphim “

Create your website at WordPress.com
เริ่มได้