Design a site like this with WordPress.com
เริ่มได้

การทำสมาธิ… เป็นการทำหรือปฏิบัติมาก่อน… ที่พระพุทธเจ้าจะประสูติ… และมีมาก่อนที่พุทธศาสนา…


การทำสมาธิ… เป็นการทำหรือปฏิบัติมาก่อน… ที่พระพุทธเจ้าจะประสูติ… และมีมาก่อนที่พุทธศาสนา… จะถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกใบนี้เสียด้วยซ้ำ… การทำสมาธิ… มีการทำกันมากในประเทศอินเดีย… โดยเฉพาะในกลุ่มฤาษีในสมัยพุทธกาล… ถ้าเราสังเกตให้ดีว่า การทำสมาธิแล้วสามารถ… บรรลุธรรมได้ ดับทุกข์ได้… ประเทศอินเดียคงมีคนที่บรรลุ… เป็นพระพุทธเจ้าเต็มไปหมด…

สรุปแล้ว… การทำสมาธิจึงเป็นคำสอนของ… ศาสนาพราหมณ์ มากกว่าเป็น… คำสอนของพระพุทธเจ้า…

การวิปัสสนาภาวนา… เป็นเหตุของการตรัสรู้… และมรรคที่องค์ ๘… เป็นผลของการตรัสรู้… ของพระพุทธเจ้า… ในมรรคมีองค์ ๘… ประกอบไปด้วย…

๑. สัมมาทิฏฐิ คือปัญญาเห็นชอบ… คือ เห็นความไม่เที่ยง เกิดดับ… หมายถึง เห็นถูกตามความเป็นจริง… ของโลกและชีวิตด้วยปัญญา…

๒. สัมมาสังกัปปะ คือ ดำริชอบ หมายถึง… การใช้สมองความคิดในทางกุศลความดีงาม…

๓. สัมมาวาจา คือ เจรจาชอบ หมายถึง… การพูดสนทนา แต่ในสิ่งที่สร้างสรรค์ดีงาม…

๔. สัมมากัมมันตะ คือ การประพฤติดีประพฤติชอบ… ทางกายหรือกิจกรรมทางกายทั้งปวง…

๕. สัมมาอาชีวะ คือ การทำมาหากินชอบ… อย่างสุจริตชน…

๖. สัมมาวายามะ คือ พยายามชอบ หมายถึง… ความอุตสาหะ ประกอบความเพียร… ในการกุศลชอบ…

๗. สัมมาสติ คือ ไม่ปล่อยให้เกิด… ความพลั้งเผลอจิตเลื่อนลอย… ดำรงอยู่ด้วยความรู้ตัวอยู่เป็นปกติ…

๘. สัมมาสมาธิ คือ การฝึกจิตให้ตั้งมั่น… อยู่กับความจริงด้วยความ… สงบ สงัด จากกิเลส นิวรณ์ อย่างปกติ…

มรรคมีองค์ ๘ สามารถจัดเป็นหมวดหมู่ได้ ดังนี้…

ข้อ ๑ – ๒ เป็น… ปัญญา… (สัมมาทิฏฐิ-สัมมาสังกัปปะ)…

ข้อ ๓ – ๔ – ๕ เป็น… ศีล… (สัมมาวาจา-สัมมากัมมันตะ-สัมมาอาชีวะ)…

ข้อ ๖- ๗ – ๘ เป็น… สมาธิ… (สัมมาวายามะ-สัมมาสติ-สัมมาสมาธิ)…

การวิปัสสนาภาวนา หมายถึง การเจริญปัญญา… เพื่อให้เห็นตามความเป็นจริงของโลกและชีวิต… การวิปัสสนาภาวนา… เป็นเหตุของการตรัสรู้ของ… พระพุทธเจ้า… และมรรคมีองค์ ๘ เป็นผลของ… การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า…

ถ้าจะเรียงองค์ธรรมในมรรคมีองค์ ๘ ต้องเป็น… ปัญญา ศีล สมาธิ ไม่ใช่ ศีล สมาธิ ปัญญา…

พระพุทธเจ้าสอน… ปัญญา… ศีล… สมาธิ… ตามผลที่บรรลุในมรรคมีองค์ ๘…

ปัญญา… เกิดจากการวิปัสสนาภาวนา… พิจารณาขันธ์ ๕ และอินทรีย์ ๖…

ศีล… เกิดจากปัญญาที่ได้มาจากการวิปัสสนา… พิจารณาขันธ์ ๕ และอินทรีย์ ๖… ถ้ามีปัญญาแล้วจะรู้ถูก รู้ผิด รู้ดี รู้ชั่ว… ปัญญาคือ ความรู้ที่ดับทุกข์ได้… เมื่อมีปัญญา ศีลจะเกิดเอง… ไม่ต้องไปถือศีล… ถ้ามีปัญญาแล้ว ศีลจะเกิดขึ้น… ในสันดานความรู้สึกเอง…

สมาธิ… ก็กิดจากปัญญาเช่นกัน… สมาธิแปลว่า เอาจิตไปจดจ่อกับ… สิ่งใดสิ่งหนึ่ง… เมื่อเกิดปัญญาที่มีความรู้ดับทุกข์ได้… ศีลจะตามมาในสันดานความรู้สึก… เมื่อศีลเกิด… ความสุขก็เกิด… เมื่อความสุขเกิดขึ้น… จิตใจเราจะจดจ่อกับความสงบสุขนั้น… หมายถึง สมาธิ… เราได้เกิดขึ้นมาเองแล้ว…

วิปัสสนา… เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิด… ปัญญา…

ปัญญา… เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิด… ศีล…

ศีล… เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิด… สมาธิ…

สมาธิ… เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิด… ความสงบสุข…

สรุป…

วิปัสสนา… เป็นต้น เป็นกอ… เป็นรากเหง้าของปัญญา…

ปัญญา… เป็นต้น เป็นแม่… ของศีล และสมาธิ…

การปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง… ต้องเรียงเป็น… ปัญญา… ศีล… สมาธิ… ไม่ใช่… ศีล… สมาธิ… ปัญญา…

การศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้า… ขั้นแรกต้องศึกษาจาก… พระไตรปิฎก… ต้องอ่านพระไตรปิฎก ๔๕ เล่มให้ได้หลายๆ จบ… และในพระไตรปิฎก… มีคำสอนถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์…

ข้อควรจำอย่างหนึ่ง… เราต้องทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า… ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วเท่านั้น…

ไม่ใช่ทำตามที่พระพุทธเจ้า… เคยปฏิบัติมา… เพราะพระพุทธเจ้า… ก็เคยลองผิด… ลองถูกมาแล้ว… แต่คำสอนที่ถูกต้องคือ คำสอน… ที่อยู่ในพระไตรปิฎก ๔๕ เล่ม… ไม่ใช่ไปปฏิบัติธรรมกับอาจารย์… ที่ไม่เคยอ่านหรือศึกษา… พระไตรปิฎกมาก่อนเลย… นี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่ง… ที่ศาสนาพุทธกำลังกลายพันธุ์… เป็นศาสนาพราหมณ์เข้าไปทุกวันแล้ว…

ก็เพราะคนไปศึกษาธรรมะตามๆ กันมาโดย… ไม่ค่อยมีใครที่จะเรียนมาจากพระพุทธเจ้า… หรือเรียนมาจากพระไตรปิฎก… โดยตรงนั้นเอง…

พระไตรปิฎก… หมายถึง คัมภีร์ที่รวบรวมคำสอน… ในพระพุทธศาสนาไว้เป็น… หมวดหมู่มี ๓ หมวด ได้แก่…

๑. พระวินัยปิฎก…
๒. พระสุตตันตปิฎก…
๓. พระอภิธรรมปิฎก…

การปฏิบัติธรรมให้บรรลุธรรมตั้งแต่… โสดาบันบุคคลขึ้นไปต้องเริ่มจาก… การวิปัสสนา ภาวนาพิจารณาขันธ์ ๕… และอินทรีย์ ๖… ก่อนคือ พิจารณา… ความไม่เที่ยง… เกิดดับ พิจารณา… ให้เห็นความจริงของโลกและชีวิต… ก่อน… หลังจากเราเห็นความจริง… ของโลกและชีวิตแล้วเราจะเข้าถึง… มรรคมีองค์ ๘ (มรรค… แปลว่าหนทาง…)

ความหมายก็คือ เราเริ่มเห็นทางเดิน… สู่มรรค ผล นิพพาน แล้ว… แล้วมรรคมีองค์ ๘ อันแรกก็คือ… สัมมาทิฏฐิ คือ เห็นชอบ… เห็นชอบ… หมายถึง เห็นธรรม… เห็นธรรม… หมายถึง เห็นความจริง… เห็นทุกอย่างเป็น… อนิจจัง… ทุกขัง… อนัตตา… หรือ… เกิดขึ้น… ตั้งอยู่… ดับไป… ที่เราเริ่มเห็นความจริงอย่างนี่ได้… เป็นเพราะว่้าเราพิจารณาความไม่เที่ยง… เกิดดับ การท่องหรือวิปัสสนาพิจารณา… ไม่เที่ยง… เกิด… ดับ… เป็นเหตุให้เกิดมรรคมีองค์ ๘… เริ่มเกิดขึ้นแล้ว… ตั้งแต่…สัมมาทิฏฐิ… แล้วองค์ธรรมในมรรคมีองค์ ๘… ก็จะทยอยออกมา… รวมทั้งองค์ธรรมอื่นๆ…

เช่น

  • สติปัฏฐาน ๔…
  • สัมมัปปธาน ๔…
  • อิทธิบาท ๔…
  • อินทรีย์ ๕…
  • พละ ๕…
  • โพชฌงค์ ๗…

นี่คือ… องค์ธรรมของ… โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ… ได้เกิดขึ้นครบ…

สรุป ก็คือ… การวิปัสสนาภาวนาพิจารณา… ขันธ์ ๕ และอินทรีย์ ๖… หรือการพิจารณาความไม่เที่ยง… เกิดดับ… หรือการพิจารณาความเป็นอนิจจัง… ทุกขัง… อนัตตาเป็นเหตุ… เป็นปัจจัย… ให้เกิดโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ…

และโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ… ก็คือ… องค์ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งการ… ตรัสรู้หรือเป็นธรรมที่เกื้อหนุน… แก่อริยมรรคมี ๓๗ ประการ…

แล้วโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ… เป็นผลของการตรัสรู้ธรรมตั้งแต่… โสดาบันบุคคล… ขึ้นไปจนถึงพระอรหันต์…นี่จึงเป็น… ทางสายเอกสายเดียว… ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า… ถ้าใครนำไปปฏิบัติสามารถ… บรรลุมรรค ผล นิพพาน… ได้ภายใน ๗ วัน ๗ เดือน ๗ ปี… เป็นอย่างช้า พระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างนี้…

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า…

คำสอนใดที่ดับทุกข์ได้ทันที… แสดงว่าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า… การขออ้อนวอน… การทำพิธีกรรมแปลกๆ… สิ่งเหล่านี้ดับทุกข์ไม่ได้… แสดงว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่คำสอน… ของพระพุทธเจ้า… และไม่มีในพระไตรปิฎก…

ในพระไตรปิฎก… เขียนคำว่า… ดูกรภิกษุทั้งหลาย… แสดงว่า… พระพุทธเจ้ากำลังตรัสคำสอนนี้… ให้กับอริยสงฆ์ตั้งแต่… พระโสดาบัน… พระสกิทาคามี… พระอนาคามี… และพระอรหันต์… พระอริยสงฆ์… เหล่านี้… สามารถนำคำสอนนี้ไปปฏิบัติได้…

การปฏิบัติธรรมที่ถูกต้อง… ต้องศึกษา… พระไตรปิฎก… ให้เข้าใจและต้องอ่านให้ได้… หลายๆ จบ…

การปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องคือ… ต้องแยกให้ออกว่า… ส่วนไหนที่เป็นคำสอนที่เป็น… เหตุ… ของการตรัสรู้หรือ… เป็นคำสอนที่เป็น… ผล… ของการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า…

หรือแยกให้ออกว่าพระองค์ตรัส… สอนใคร…? สอนอริยสงฆ์หรือ… สอนปุถุชนคนธรรมดา… และต้องแยกให้ออกอีกว่า… พระองค์ตรัสสอน… คำเต็มหรือคำย่อ คำสอน… นั้นเป็นการเล่าให้ฟังหรือเป็นคำตรัสสอน… ในพระไตรปิฎก ๔๕ เล่ม มี ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์… ส่วนมากพระองค์ท่านตรัสสอน… กับอริยสงฆ์ตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป… จนถึงพระอรหันต์มากถึง ๙๐%… มีเพียง ๑๐% ที่ตรัสสอนปุถุชนคนธรรมดาทั่วไป…

อริยะบุคคล… คือ บุคคลที่หลุดจาก… ปุถุชนคนธรรมดาเป็นอริยบุคคล… หรือบุคคลที่ประเสริฐ… และอริยบุคคลมี ๔ ขั้น ดังนี้..

๑. โสดาบันบุคคล…

๒. สกิทาคามีบุคคล…

๓. อนาคามีบุคคล…

๔. อรหันตบุคคล…

และสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าก็… มี ๒ กลุ่มคือ…

๑. พระอริยสงฆ์ ได้แก่…

(๑) พระโสดาบัน…

(๒) พระสกิทาคามี…

(๓) พระอนาคามี…

(๔) พระอรหันต์…

๒. อริยบุคคลทั่วไป ได้แก่…

(๑) โสดาบันบุคคล…

(๒) สกิทาคามีบุคคล…

(๓) อนาคามีบุคคล…

(๔) อรหันต์บุคคล…

ถ้าใครบรรลุธรรมได้เป็นอรหันตบุคคล… ต้องบวชภายใน ๒๔ ชั่วโมง… เพราะ… ภูมิธรรมบุคคลที่ยังไม่ได้บวช… จะแบกรับภูมิธรรมของพระอรหันต์ไม่ได้…

https://sites.google.com/a/go.buu.ac.th/khwam-ru-ni-kar-pdibati-thrrm/

Published by Phon aotphim

introtopoetry, everydayinspiration

ใส่ความเห็น

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: